Make your own free website on Tripod.com
น.561. สิทธิเสรีภาพ

1. ข้อความคิดว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
แนวคิดพื้นฐานของรัฐเสรีประชาธิปไตย มี 2 ประการ
1. หลักพื้นฐานของเสรีภาพประชาธิปไตย (ไม่ใช่ตำแหน่งแห่งที่สิทธิ เสรีภาพ)
2. หลักนิติรัฐ
1.1 แนวคิดหลักนิติรัฐ
1. หลักการแบ่งแยกอำนาจ
2. หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน
3. หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมาย
4. หลักความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา
5. หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
6. หลักไม่ความผิดและไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย
7. หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดทางรัฐธรรมนูญ
หลักนิติรัฐทุกหลักมุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยแต่ละหลักมุ่งคุ้มครองและเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ โดยสรุปหลักนิติรัฐ คือ อำนาจรัฐย่อมผูกพันตนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นรากของสิทธิเสรีภาพ ยอมให้มีองค์กรกลางมีอำนาจตรวจสอบได้
1.2 สาระรัฐธรรมนูญ
1. กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
2. กำหนดการจัดโครงสร้างอำนาจองค์กรของรัฐ เช่น การเข้าสู่อำนาจ การจัดการอำนาจ การหมดอำนาจ
2. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสิทธิเสรีภาพ
แบ่งพัฒนาการเป็น 4 ช่วง เพราะเป็นกระบวนการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับอำนาจรัฐ ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช
ช่วงที่ 1 พัฒนาการเกี่ยวกับเสรีภาพในทางศาสนา ความเชื่อเป็นสิทธิเสรีภาพ
ช่วงที่ 2 พัฒนาการเกี่ยวกับเสรีภาพในทางเศรษฐกิจ ในสังคมยุคฟิวดัลเป็นระบบการถือครองที่ดิน คนในอาณัติเจ้าที่ดินมีสิทธิทำมาหากิน แต่ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อสังคมฟิวดัลล่มสลายเขาเริ่มมีกรรมสิทธิในที่ดิน มีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ มีอิสระในการค้าขาย เกิดชนชั้นกลางคุมอำนาจในทางเศรษฐกิจ
ช่วงที่ 3 พัฒนาการเกี่ยวกับเสรีภาพในทางการเมือง (ประชาธิปไตย) มีการเรียกร้องการมีส่วนร่วมในปกครองจากชนชั้นกลาง(ในฐานะตัวแทนประชาชน) เพราะกษัตริย์ต้องการเงินไปใช้จ่ายในการสงคราม แลกเปลี่ยนกับการให้ความคุ้มครอง
ช่วงที่ 4 พัฒนาการเกี่ยวกับเสรีภาพในทางสังคม (สิทธิ) เกิดชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นแรงงาน ยุคทุนนิยมระยะต้นถูกเปรียบมูลค่า ลัทธิมาร์คซิสส์เกิดขึ้น ความคิดเสรีนิยมปรับตัว ความจำเป็นในการดำรงอาชีพ เกิดรัฐสวัสดิการ เป็นเรื่องสังคมที่พัฒนามาจากช่วงที่ 3 เข้าสู่ระบบทุนนิยม ชนชั้นแรงงานถูกเอาเปรียบ จึงเปลี่ยนเป็นรัฐสวัสดิ์การ
ช่วงที่ 5 คาดว่าจะเป็นผลจากการต่อสู้กับสังคม เพื่อเรียกร้องมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและอื่นๆ
แนวคิดสิทธิเสรีภาพ มี 2 แนว
- แนวคิดแบบเสรีภาพนิยมและแนวคิดแบบสังคมนิยม ซึ่งพิจารณาความแตกต่างจาก
ผู้ทรงสิทธิ ผู้ผูกพันต่อสิทธิ และผู้ทำให้เกิดความเคารพต่อสิทธิ
ก. เสรีนิยมถือว่าเกิดจากบุคคลเป็นผู้ทรงสิทธิ แต่สังคมนิยมถือว่าประชาชนเป็นผู้ทรงสิทธิ เพราะเสรีนิยมมุ่งสิทธิเสรีภาพเป็นรายๆ ส่วนสังคมนิยมเน้นเป้าหมายโดยรวมของสังคม มาร์คโจมตีเสรีภาพนิยมว่าจะให้เกิดความเห็นแก่ตัว จะมีความหมายอย่างไร ถ้ามีเสรีภาพในที่อยู่อาศัย แต่ไม่มีบ้าน ดังนั้นจึงอยู่ที่โอกาส ฟูริเยอร์ ถือว่าเป้าหมายเปรียบเสมือนขนมปัง ทุกคนยอมได้รับถ้ามีโอกาส
ข. เสรีนิยมถือว่ารัฐมีอำนาจต่อปัจเจกบุคคล เพื่อป้องกันอำนาจรัฐ จึงผูกพันจำกัดต่อสิทธิเสรีภาพ แต่สังคมนิยมมีเป้าหมายโจมตีสังคมชนชั้นเพราะเห็นแก่ตัว ดังนั้นจึงมีเป้าหมายต้องการปลดปล่อยมนุษยชาติออกจากสังคมชนชั้น จึงเห็นว่าไม่มีใครต้องผูกพัน
ค. เสรีนิยมเห็นว่าจะต้องมีองค์กรกลาง เช่น ตุลาการเข้ามาควบคุมตรวจสอบ ถ้าไม่มีการควบคุมตรวจสอบจะขึ้นอยู่กับความกรุณาของฝ่ายปกครอง รธน. ม.27 ผูกพัน = การควบคุมตรวจสอบ
ตัวอย่างเช่น ศาลถูกตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ ยกเว้นศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด
ส่วนสังคมนิยมมีแนวคิดที่ปราศจากองค์กรตุลาการ เพราะฉะนั้นการสัมฤทธิ์ผลขึ้นอยู่กับการชี้นำของพรรค ไม่ขึ้นกับการถ่วงดุลโดยองค์กรตุลาการ สรุปว่าขึ้นอยู่กับการนำของรัฐหรือพรรคเท่านั้น
สรุป แนวคิดเสรีนิยม มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพมากกว่าสังคมนิยม เพราะมีองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลมากกว่า
2. ความหมายและสถานะของ “สิทธิ” “เสรีภาพ” และ”ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
1 สิทธิ หมายถึง อำนาจซึ่งกฎหมายบัญญัติรับรองคุ้มครอง ก่อให้เกิดหน้าที่แก่บุคคลอื่น
2 เสรีภาพ หมายถึง ความอิสระของบุคคลที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความ
ประสงค์ของตน
ข้อสังเกตฐานของสิทธิ
1. สิทธิตาม รธน. เป็นสิทธิตามกฎหมายมหาชน มุ่งหมายต่ออำนาจรัฐโดยตรง
2. สิทธิตามกฎหมายปกครอง แบ่งเป็น
2.1 เสรีภาพ เป็นอำนาจเหนือตนเองที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการเรียกร้องบุคคลอื่น ไม่ก่อให้เกิดหน้าที่
2.2 สิทธิ เรียกร้องบุคคลอื่นได้ ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อบุคคลอื่น
2.3 สิทธิในเสรีภาพ เป็นสิทธิที่บุคคลอื่นมีหน้าที่ไม่มาแทรกแซงในการใช้เสรีภาพของเรา
(ก่อให้เกิดหน้าที่ในทางปฏิเสธ)

สิทธิก่อตั้ง / มีผลเมื่อใด
1. ทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เว้นแต่มีบทห้าม
2. มีข้อความปรากฏว่า “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายกำหนด” (ตัวอย่างคำวินิจศาลรัฐธรรมนูญ คดี 2253/45 ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ายังไม่มีกฎหมาย อำนาจกฎหมายเป็นของฝ่ายรัฐ ฐานของสิทธิยังไม่เกิดผู้ร้อง/ประชาชนยังไม่มีสิทธิ) รธน. ม. 29 หรือ ม. 46 ม. 56
ความเห็น
- เป็นสิทธิในทางกฎหมายมหาชน
- เกิดขึ้นทันทีที่ รธน.ประกาศใช้ เว้นแต่มีข้อห้ามไว้ในบทเฉพาะกาล เพื่อเป็นการเร่งรัดให้รัฐมีหน้าที่ออกกฎหมาย
2.3 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หมายถึง คุณค่าอันมีลักษณะเฉพาะและเป็นคุณค่าที่ผูกพันอยู่กับความเป็นมนุษย์ ที่บุคคลในรัฐที่เป็นมนุษย์ทุกคนได้รับคุณค่าดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัยหรือคุณสมบัติอื่นๆ ของบุคคล การให้คุณค่าแก่มนุษย์ดังกล่าว มีความมุ่งหมายเพื่อให้มนุษย์มีอิสระในการที่จะพิจารณาบุคลิกภาพส่วนตัวของบุคคลนั้น
สารัตถะอันเป็นรากฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประกอบด้วยสาระสำคัญ 2 ประการ
1. สิทธิในชีวิตและร่างกาย
2. สิทธิในความเสมอภาค กำหนดวิถีชีวิต
สถานะของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มี 2 แนวคิด
1. เป็นการประกาศอุดมการณ์ทั่วไปของที่รัฐเท่านั้น
2. เป็นทั้งอุดมการณ์ทั่วไป และถือว่าเป็นสิทธิประเภทหนึ่ง (เข้ามาสู่ระบบกฎหมาย)
ข้อสังเกต
1. อำนาจ รัฐไม่แทรกแซง (กฎหมายทำแท้งขัดรัฐธรรมนูญเยอรมันเพราะทารกในครรภ์มารดาถูกลดฐานะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์)
2. รัฐต้องคุ้มครองบุคคลที่ไม่อำนาจ
แนวคิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทฤษฎี Subjective ใช้ความรู้สึกวิญญูชนหรือผู้ถูกกระทำ (ผู้ด้อยโอกาส) ทฤษฎีนี้ใช้ไม่ได้ เพราะผู้ถูกกระทำมีความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของชีวิต
ทฤษฎี Objective ใช้วิญญูชนทั่วไป หากมีความรู้สึกว่ามนุษย์กลายเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ถูกกระทำ ถือว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เมื่อใดมนุษย์ถูกลดฐานะเป็นเพียงวัตถุของการกระทำ ประชาชนจะถูกลดฐานะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประชาชนไม่มีสิทธิชี้แจง จึงเป็น Subjective


3. ประเภทของสิทธิ เสรีภาพ
3.1 พิจารณาจากผู้ทรงสิทธิ แบ่งเป็น
- สิทธิมนุษย์ชน เป็นสิทธิเสรีภาพติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นสิทธิตามธรรมชาติ
- สิทธิพลเมือง เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์พัฒนาการอยู่ร่วมกันเป็นรัฐแล้ว มีได้
เฉพาะพลเมืองในรัฐเท่านั้น
3.2 พิจารณาสิทธิที่ก่อให้เกิดภาระหน้าที่ต่อรัฐ แยกสิทธิเป็น 3 กลุ่ม
ก. Status negativus สิทธิเสรีภาพที่ปัจเจกบุคคลสามารถทำให้บรรจุความมุ่งหมายได้ โดยรัฐไม่ต้องเข้ามาดำเนินการแต่อย่างใด เป็นสิทธิที่ปฏิเสธอำนาจรัฐ เป็นสิทธิป้องกันการแทรกแซงอำนาจรัฐ เช่น เสรีภาพในเคหะสถาน นับถือศาสนา ในชีวิตร่างกาย การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ เป็นต้น (รัฐต้องรับรอง ติดตัวมา)
ข. Status positivus กลุ่มสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่อาจบรรลุความมุ่งหมายได้ หากปราศจากเข้ามาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจากฝ่ายรัฐ เช่น สิทธิในการศึกษา ม.43 สิทธิรับบริการสาธารณะสุข ม.52 สิทธิได้รับการเลี้ยงดู ศึกษาอบรมจากรัฐ ม.53 สิทธิได้รับการช่วยเหลือเมื่ออายุเกิน 60 ปี ม.54 ขึ้นอยู่กับนิตินโยบาย บุคคลจะเรียกร้องได้เพียงใด (ใช้งบประมาณ)
ค. Status activus สิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการสรางเจตจำนงทางการเมือง หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรของรัฐ เช่น สิทธิในการรับการเลือกตั้ง เป็นสิทธิพลเมืองเฉพาะพลเมืองของรัฐเท่านั้น
ท่าทีของรัฐในข้อ ก. ไม่เข้าไปยุ่ง แต่ข้อ ข. รัฐต้องหาทางเข้าไป แต่ข้อ ค. รัฐจะต้องไม่สกัดกั้น นำไปสู่ภารกิจของสิทธิเสรีภาพ
4. ภารกิจของสิทธิเสรีภาพ มี 7 ประการ
1. ป้องกันจากการแทรกแซงของรัฐ
1.1 เป็นสิทธิในกลุ่ม Status negativus
1.2 เป็นสิทธิเรียกร้องในกฎหมายมหาชน
1.3 ผลของสิทธิเสรีภาพในฐานะทำหน้าที่ป้องกัน
1.3.1 มีผลในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย
1.3.2 มีผลในการฟ้องโต้แย้งต่อการกระทำในกากรปกครอง
1.3.3 ในกรณีที่มีการละเมิดอาจเรียกร้องให้มีการแก้ไขเยียวยาได้
2. ห้ามมิให้รัฐเลือกปฏิบัติหรือปฏิบัติอย่างเสมอภาค
2.1 หลักเสมอภาคเป็นรากฐานสำคัญของ”ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
2.2 สาระสำคัญของหลักเสมอภาค คือ ปฏิบัติให้เท่าเทียมกันในสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกัน และปฏิบัติให้แตกต่างกันในสิ่งที่มีสาระสำคัญต่างกัน
3. ทำหน้าที่เรียกร้องให้รัฐดำเนินการ
3.1 เป็นสิทธิในกลุ่ม Statue positivus เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคม
3.2 การดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอย่างทั่วถึงของรัฐมีข้อจำกัด แต่หากรัฐดำเนินการต้องดำเนินการภายใต้หลักความเสมอภาค
4. ให้การคุ้มครองต่อการแทรกแซงของบุคคลที่สาม
4.1 โดยหลักสิทธิและเสรีภาพผูกพันอำนาจรัฐ แต่มีผลโดยอ้อมต่อบุคคลที่สาม
4.2 รัฐมีมาตรการเพื่อการคุ้มครองการใช้สิทธิมิให้ถูกขัดขวางจากบุคคลที่สาม
5. เป็นหลักประกันในเชิงสถาบัน เช่น เสรีภาพในทางวิชาการ สิทธิชุมชน
6. ก่อให้เกิดหน้าที่แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ สิทธิจำนวนมากจะมีผลในทางปฏิบัติ จะต้องมีการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ
7. เป็นหลักประกันทางศาล
7.1 เป็นศูนย์กลางของสิทธิและเสรีภาพ
7.2 การยอมรับว่าอาจใช้สิทธิในทางศาลได้เท่ากับยอมรับว่าสิทธิและเสรีภาพมีฐานะเป็น ”สิทธิเรียกร้อง” และเป็นสิทธิเรียกร้องประเภท”สิทธิเรียกร้องในทางกฎหมายมหาชน”
5. ผู้ทรงสิทธิและเสรีภาพ
บุคคลธรรมดา
1.2 สิทธิของบุคคลก่อนการเกิดและหลังการตาย
1.3 เงื่อนไขอายุกับการเป็นผู้ทรงสิทธิเสรีภาพ
1.3.1 กรณีเฉพาะกฎหมายกำหนด เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง
1.3.2 กรณีที่กฎหมายมิได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ
- พิจารณาความสามารถในการตัดสินใจของบุคคลนั้น
- ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องกำหนดเป็นเรื่องๆ อายุเท่าใดบุคคลจะมี
เสรีภาพในการตัดสินใจในเรื่องนั้นๆ
1.4 การสละสิทธิและเสรีภาพ
1.4.1 การสละสิทธิอาจกระทำได้ ยกเว้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
1.4.2 ไม่อาจจำหน่ายจ่ายโอนได้
1.4.3 การสละต้องมีการให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งและโดยอิสระ
คณะบุคคล
2.1 คณะบุคคลเป็นผู้ทรงสิทธิ เช่น เสรีภาพในการรวมตัว เสรีภาพทางวิชาการ ความเชื่อในศาสนา
2.2 จะใช้สิทธิทางศาลในนามของคณะบุคคล มี 2 แนวคิด
2.2.1 ไม่อาจใช้สิทธิในทางศาล ตาม วิ.แพ่ง มาตรา 55
2.2.2 อาจใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 เช่น การรวมกันโดยไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล หรือเป็นนิติบุคคล หรือ หลัก Positive Law
นิติบุคคล
3.1 จำแนกประเภทนิติบุคคลเอกชนกับมหาชน
นิติบุคคลเอกชนใช้หลัก Analogy พิจารณาว่าเป็นผู้ทรงสิทธิและเสรีภาพเหมือนบุคคลธรรมดา นิติบุคคลย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะพึงมีพึงได้แก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น
นิติบุคคลมหาชน อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ เว้นแต่เรื่องความสัมพันธ์ของนิติบุคคลเดิมที่มีสถานะสูงกว่า เช่น เสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพทางศาสนา
ความผูกพันต่อสิทธิเสรีภาพ
แนวคลาสสิคมององค์กรในเชิงโครงสร้าง คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และอำนาจบริหาร ปัจจุบันมีความหมายมุ่งไปที่องค์กรของรัฐที่ใช้อำนาจ คือ อำนาจมหาชน เป็นการมองในเชิงเนื้อหาของการใช้อำนาจ
1. ความผูกพันต่อฝ่ายนิติบัญญัติ
- ผูกพันในการออกกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
- ก่อให้เกิดข้อจำกัดแก่ฝ่ายกฎหมายในการออกกฎหมาย รูปแบบ เนื้อหา
2. ความผูกพันต่อฝ่ายบริหาร แบ่งแยกเป็น 2 องค์กร คือ
- รัฐบาล ย่อมต้องอยู่ภายใต้ของเขตของรัฐธรรมนูญ
- ฝ่ายปกครอง หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมาย
3. ความผูกพันต่อองค์กรตุลาการ
- ต้องตรวจสอบกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับกับคู่กรณีขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
- ไม่อาจละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตรวจสอบ ไม่ใช้หรือตีความเป็นละเมิดสิทธิเสรีภาพ
4. ความผูกพันต่อบุคคลที่สาม มี 2 แนวคิด
- สิทธิเสรีภาพควรขยายไปผูกพันบุคคลที่สามด้วย เป็นแนวคิดของศาลแรงงานเยอรมัน
- สิทธิเสรีภาพย่อมผูกพันต่อองค์กรของรัฐเท่านั้น ไม่ขยายไปถึงบุคคลทั่วไป แต่มีเงื่อนไขการใช้กฎหมายของเอกชนอาจอยู่ภายใต้การตีความเรื่องสิทธิเสรีภาพ
หลักประกันสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ(นิติรัฐ)
ผู้ทรงสิทธิ แบ่ง เป็น 2 ประเภท คือ ควรขยายไปถึงบุคคลอื่น และไม่ผูกพันบุคคลที่สามแต่มีเงื่อนไขการใช้กฎหมายจะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
1. ทางความคิดหรือมโนธรรม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์แต่ละคน กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของบุคคล
2. การกระทำ เป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะบางอย่างตามความคิด ความเชื่อ เป็นเสรีภาพในการกระทำสัมพันธ์กับผู้อื่น อาจเกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่นหรือสาธารณะ เช่น การเดินทาง เลือกถิ่นที่อยู่ เสรีภาพในการพูด ซึ่งอาจไปกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น รัฐธรรมนูญจึงให้สิทธิเสรีภาพ 2 ลักษณะ
2.1 สิทธิเสรีภาพบางด้านอย่างสมบูรณ์
2.1 สิทธิเสรีภาพอย่างสัมพัทธ์ มีเงื่อนไขข้อจำกัด สงวนอำนาจรัฐที่จะใช้สิทธิเสรีภาพในภายหลัง
รัฐธรรมนูญบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ดังนี้
1. สิทธิเสรีภาพในทางความคิด มโนธรรม รัฐธรรมนูญให้อย่างสมบูรณ์ ปราศจากเงื่อนไข
2. สิทธิเสรีภาพในการกระทำ กระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นได้เสมอ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงไม่รับรองการใช้อย่างสมบูรณ์ จำกัดสิทธิเสรีภาพในการกระทำของราษฎรได้เสมอ เพราะจะทำให้สังคมอยู่ไม่ได้ รัฐต้องจัดระเบียบการกระทำ คือ การจำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพของราษฎรแต่ละคน หรือห้ามมิให้ประชาชนกระทำบางอย่างที่เขาอย่ากกระทำ เป็นการจำกัดการใช้เสรีภาพ
1. หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางการปกครอง
การกระทำทางการปกครอง หมายถึง ผลิตผลของการใช้อำนาจรัฐตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติของฝ่ายปกครอง
ฝ่ายปกครอง เดิมหมายถึง หน่วยงานของรัฐฝ่ายบริหารองค์การ และเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กร บุคคลหรือคณะบุคคล ในปัจจุบันหมายความรวมถึงองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯลฯ หน่วยงานอิสระของรัฐซึ่งเป็นองค์กรปฏิบัติงานธุรการ และเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานอิสระของรัฐ
การกระทำทางการปกครอง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ กฎ คำสั่งทางปกครอง และปฏิบัติการทางการปกครอง
หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางการปกครอง
หมายถึง ฝ่ายปกครองจะกระทำการใดๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของราษฎรได้ ต่อเมื่อมีกฎหมายกำหนดชัดแจ้ง และเฉพาะแต่ภายในขอบเขตกฎหมายเท่านั้น คือ เท่าที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายที่เป็น “แหล่งที่มา” ของอำนาจกระทำการของฝ่ายปกครอง คือ
1. พระราชบัญญัติและกฎหมายอื่นที่มีค่าเทียบเท่าพระราชบัญญัติฉบับอื่นๆ ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในเวลาที่ฝ่ายปกครองกระทำการ
2. รัฐธรรมนูญ
ก. หลักความได้สัดส่วน
ท หลักความสัมฤทธิ์ผล เลือกมาตรการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายได้จริงในทางปฏิบัติ มาตรการใดไม่สามารถทำให้เจตนารมณ์ปรากฏจริงได้ในทางปฏิบัติ ต้องห้ามออกใช้บังคับไม่ได้
ท หลักความจำเป็น เลือกมาตรการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพน้อยที่สุด จำกัดสิทธิเสรีภาพเท่าที่จำเป็น เพื่อบรรลุเจตนารมณ์
ท หลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ ดุลยภาพระหว่างความเสียหาย(สิทธิเสรีภาพ)ของเอกชนหรือสังคมโดยรวมกับประโยชน์มหาชน ถ้าฝ่ายปกครองออกกฎหมายมีโทษมากกว่าประโยชน์ ใช้บังคับไม่ได้
ข. หลักความเสมอภาค คือ สิทธิของราษฎรที่จะได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน เช่น มาตรา 5 และ 30 กล่าวคือ ต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกัน และปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระสำคัญแตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน
2. กฎหมายประเพณี แนวปฏิบัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้รับการประพฤติและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและติดต่อกันมาช้านาน สาธารณชนเกิดความรู้สึกร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำต้องปฏิบัติตาม
3. หลักกฎหมายทั่วไป ได้แก่ บรรดาหลักการที่เป็นรากฐานของระบบกฎหมายของประเทศทั้งระบบ ได้แก่
ท หลักความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย
ท หลักการฟังความอีกฝ่ายหนึ่ง ให้โอกาสโต้แย้งข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานสนับสนุนข้อโต้แย้งของตน
ท หลักการบังคับบัญชา แนะนำ สั่งการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิกหรือเพิกถอนคำวินิจฉัยสั่งการของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบังคับบัญชาของตน
ท หลักความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์การมหาชน นโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและกระจายอำนาจตามกิจการ ส่วนกลางมีอำนาจกำกับควบคุมดูแลโดยมีขอบเขตจำกัด
? หลักความไม่มีผลบังคับย้อนหลังของนิติกรรมทางปกครอง ต้องเคารพและปฏิบัติตาม”กฎ” ที่ตนออกมาใช้บังคับด้วย
2. หลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย จำกัดหรือให้อำนาจฝ่ายบริหารจำกัดสิทธิเสรีภาพของราษฎร
o เงื่อนไขเจตนารมณ์ เฉพาะแต่เพื่อการบางอย่างและ/หรือเฉพาะแต่ในบางสถานการณ์เท่านั้น เช่น การเลือกถิ่นที่อยู่ การชุมนุม
o เงื่อนไขเกี่ยวกับลักษณะ
ง มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป
ง มีความแน่นอนชัดเจน
ง ไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง
ง ไม่ขัดหรือแย้งความได้สัดส่วน
ท หลักคามสัมฤทธิผล
ท มาตรการที่จำเป็น
ท มาตรการที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ
ง ต้องไม่จำกัดหรือจำกัดสาระสำคัญสิทธิเสรีภาพ
o เงื่อนไขแบบ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง ต้องมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไปและรัฐธรรมนูญให้อำนาจตรากฎหมายจำกัดสิทธิหรือให้อำนาจฝ่ายบริหารจำกัดสิทธิเสรีภาพของราษฎร
เสรีภาพในทางความคิด
รัฐธรรมนูญ มาตรา 38 เป็นเรื่องเสรีภาพด้านศาสนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพด้านความคิดที่สำคัญๆ เช่น เสรีภาพในความคิดเห็นทางการเมือง เสรีภาพในทางวิชาการ และเสรีภาพสื่อมวลชน
เสรีภาพในศาสนาประกอบด้วยเสรีภาพสำคัญ 2 ประการ คือ
1. เสรีภาพในการคิด
2. เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิด
โดยปกติเสรีภาพในการคิดเป็นเสรีภาพที่ไม่มีขอบเขตจำกัด แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 กำหนดขอบเขตให้มีเสรีภาพในการถือศาสนา ตัดเสรีภาพในการไม่ถือศาสนาทิ้งไปนิกายของศาสนาหรือลัทธินิยมในทางศาสนาเท่านั้น
ส่วนเสรีภาพในการแสดงออกหรือการปฏิบัติพิธีกรรมตามศาสนา เป็นเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเชื่อถือทางศาสนา เป็นส่วนหนึ่งของ Liberty of Consciences เช่น การเผยแพร่ศาสนาของตน แต่จะกระทำให้ขัดต่อสิทธิและหน้าที่พลเมืองไม่ได้ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยศิลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้
เสรีภาพในศาสนามีความสำคัญและจำเป็นต้องรับรองเพราะมีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมหากเข้มงวดมากจะเป็นโครงสร้างทางสังคม ระดับรองเป็นความสัมพันธ์ในเชิงรับรู้ รับรองและอุปถัมภ์และระดับท้ายสุดรัฐไม่รับรู้การดำรงอยู่ของศาสนา เป็นการแยกศาสนาเสมือนเป็นองค์กรภาคเอกชนในสังคม
.............................
ข้อสอบปี 2543
ข้อ 1. ให้อธิบายคำดังต่อไปนี้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายให้ชัดเจน
ก. “สิทธิมนุษย์ชน” (Human Rights)
ข. “สิทธิพลเมือง” (Citizen Rights)
ข้อ 2. ในการใช้อำนาจออก “กฎ” “คำสั่งทางปกครอง” หรือการกระทำอื่นใดที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยนั้น นอกจากว่ายปกครองจะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ยังต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเคารพและปฏิบัติตาม “หลักความได้สัดส่วน” (Principle of Proportionality) และ “หลักความเสมอภาค” (Principle of Equality before the Law)
ให้ท่านอธิบายความหมายและสาระสำคัญของหลักรัฐธรรมนูญทั้งสองหลักข้างต้นมาโดยสังเขป
ข้อ 3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้วางหลักการเกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมรัวกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไว้อย่างไรบ้าง หลักดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของพรรคการเมืองไทยอย่างไรบ้างหรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก
L.560
L.561
L.562
L.563
L.564
L.565
L.566
L.567
L.568
L.569
รายชื่อสมาชิก