Make your own free website on Tripod.com
น.562. สถาบันการเมืองและองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

หลักรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เพราะเป็นหลักประกันการปกครอง ดังนี้
1. เป็นสัญญาประชาคมระหว่างสมาชิกในสังคมด้วยกัน และระหว่างสมาชิกในสังคมกับผู้ปกครอง
2. ถือเอารัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของสมาชิกในสังคม ให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในการสร้างเจตนารมณ์ของสังคม โดยผู้ปกครองจะใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ร่วมกันของสังคม
3. เป็นเรื่องของการสร้างคุณค่าอุดมการณ์ เพื่อให้สมาชิกในสังคมยึดมั่นและอ้างอิงได้ตลอดเวลา
สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ
1. มีกระบวนการจัดทำที่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาสูงสุดทางสังคม 2. มีการกำหนดถึงอำนาจแก้ไขเพิ่มกฎเกณฑ์ที่ต้องผ่านกระบวนการที่ยากกว่าหลักเกณฑ์อื่นๆ
3. มีกลไกที่ทำให้ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญดำรงอยู่ได้ โดยกระบวนการหรือการจัดตั้งองค์กรเพื่อควบคุมกฎหมายและการกระทำทั้งหลายไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
4. มีเนื้อหาครอบคลุมสาระสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ
4.1 จัดโครงสร้างและจัดองค์กรการใช้อำนาจในรัฐ หลักเกณฑ์การเข้าสู่อำนาจและพ้นอำนาจ กลไกการควบคุมการใช้อำนาจ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ
4.2 เนื้อหาในการกำหนดแนวทางสังคมในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่รัฐจะต้องดำเนินการให้บรรลุผลหรือเป็นไปตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญวางเอาไว้
4.3 กำหนดแนวทางในการจำกัดอำนาจของรัฐและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
5. รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรทำให้องค์กรต่างๆ ตลอดจนสมาชิกรัฐ ต้อง
ให้ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญเป็นแกนของสังคม เป็นกติกาที่จะทำธำรงไว้ซึ่งประโยชน์และวิถีชีวิตที่สังคมพึงปรารถนา
สรุป แบบแผนรัฐธรรมนูญจะตอบสนองประโยชน์สาธารณะหรือเขียนสิ่งทีดี แต่จะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ไม่ยืดติดกับบุคคล มีระบบตรวจสอบการถ่วงดุล
2. หลักการปกครองโดยผู้แทน
ความคิดพื้นฐานที่จะสร้างสังคมแบบแผนการปกครองที่เน้นแบบแผนการดำรงชีวิตในรัฐซึ่งมีหลักเสรีประชาธิปไตย หลักการเคารพเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพของสังคม นำมาสู่การวางหลักเกณฑ์การสร้างสถาบัน คือ ระบบผู้แทนของประชาชน ประกอบด้วย
1. กระบวนการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย
1.1 ต้องแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ เท่าเทียมกันในการที่จะเข้าสู่การลงสมัคร และมีสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกันในการที่จะเลือกบุคคลที่ตนเห็นว่าเหมาะสม
1.2 การจำกัดหลักประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ หรือการไปทอนหลักการประชาธิปไตย ต้องอธิบายได้
1.3 สถาบันการเลือกตั้งต้องใช้หลักเสียงข้างมาก ตัดสินด้วยคะแนนนิยมระบบเสียงข้างมาก
2. มีระบบพรรคการเมือง เพื่อทำนโยบายที่ประชาชนต้องการ มีหลักการสำคัญดังนี้
2.1 ต้องมีการจัดตั้งพรรคการเมือง เพราะสะท้อนสิ่งที่คนจะมาเป็นผู้แทนและสามารถทำให้สังคมไปในทางหนึ่งทางใด
2.2 ให้พรรคการเมืองทั้งหลายมีพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับประชาชน มีสาขาพรรค
2.3 กฎหมายพรรคการเมืองมีเงื่อนไขควบคุมความเป็นประชาธิปไตยในระบบพรรคการเมือง
3. หลักการปกครองที่ให้หลักประกันสิทธิและเสรีภาพแก่ราษฎร
1. การกำหนดเนื้อหาของสิทธิขั้นพื้นฐานไว้ในรัฐธรรมนูญ
2. การกำหนดกลไกควบคุม ไม่ให้องค์กรของรัฐใช้อำนาจล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
กลไกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อสร้างหลักประกัน แบ่งออกเป็นลักษณะ ดังนี้
1. องค์กรศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม เรียกว่าเป็นองค์กรตรวจสอบ
2. องค์กรอิสระ ที่สำคัญได้แก่ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
องค์กรศาล
ศาลรัฐธรรมนูญ คุ้มครองความศักดิ์สิทธิของหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ภารกิจอันหนึ่ง คือ สิ่งที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ขอบเขตที่ศาลรัฐธรรมนูญจะดูแลจะอยู่ที่การไม่ให้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ (รธน.มาตรา 262) และคุ้มครองกรณีเฉพาะตามมาตรา 264 เมื่อมีการส่งประเด็นของคู่ความในคดี ให้ทุกศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ศาลปกครอง ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารในเรื่องของการออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือการกระทำอื่นใด ซึ่งออกมาแล้วขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพ
ศาลยุติธรรม โดยทั่วไปเป็นการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจล่วงละเมิดสิทธิ เสรีภาพ
องค์กรอิสระ
ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการปฏิบัติ หรือการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อแจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องแก้ไขการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ และในกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย มีอำนาจส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองแล้วแต่กรณี เพื่อวินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายนั้นๆ ได้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นปัญหามองไปข้างหน้าว่าจะมีการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพเพิ่มมากขึ้น
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
1. ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา เสนอได้จำนวน 5 คน ตาม รธน.มาตรา 137
2. คณะกรรมการสรรหา เสนอ จำนวน 5 คน
คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย (รัฐธรรมนูญ มาตรา 138)
2.1 ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
2.2 ประธานศาลปกครองสูงสุด
2.3 ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสภาผู้แทนราษฎร พรรคละ 1 คน เลือกกันเองให้เหลือ 4 คน
2.4 อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งให้เหลือ 4 คน ซึ่งเลือกกันเอง
3. เมื่อได้จำนวน 10 คน (ข้อ 1 + ข้อ 2) แล้ว ส่งให้วุฒิสภาเพื่อเลือกให้เหลือ 5 คนเป็น
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
4. ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ได้รับเลือกตั้งจากวุฒิสภาตามข้อ 3 เลือกประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งหนึ่งคน
การถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง
คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นบุคคลหรือตำแหน่งในรัฐธรรมนูญ ถูกตรวจสอบหรือถอดถอนได้ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
1. อำนาจหน้าที่ทั่วไปของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
มาตรา 144 เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
2. อำนาจหน้าที่ตาม มาตรา 145 147
ข้อพิจารณา
1. มาตรา 145 (1) ออกประกาศกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรา 144 วรรคสอง
- กกต.มีอำนาจออกประกาศ กำหนดการต่างๆ ถือเป็นกฎหมายลำดับรอง จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ประกาศ ต้องอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง
- กฎหมายของประเทศไทยไม่ได้เขียนไว้ว่า ให้องค์กรใดยกเลิก เพิกถอน ประกาศหรือระเบียบของ กกต. ที่ประกาศออกมาโดยไม่ชอบ
ปัญหา ลำดับชั้นกฎหมายของ กฎ ระเบียบ ตามมาตรา 145 (1) มี 2 ฝ่าย
คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า กฎ ระเบียบ ของ กกต. เป็น กฎกระทรวงนั่นเอง แต่ไม่เรียกกฎกระทรวง เพราะ กกต. ไม่ได้เป็นกระทรวง เพราะฉะนั้นถ้ากฎ ระเบียบ ขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ องค์กรชี้ขาด คือ ศาลปกครอง
อีกฝ่ายเห็นว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจวินิจฉัย กฎ ระเบียบ ที่ออกโดยองค์กรในรัฐธรรมนูญ กกต.จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แต่ศาลปกครองจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง เพราะฉะนั้นองค์กรที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติจะมาตรวจสอบองค์กรที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
สรุป กฎ ระเบียบขององค์กรในรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจตราขึ้น ถ้าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะวินิจฉัย
2. มาตรา 145 (2) สั่งให้ข้าราชการ.....
3. มาตรา 145 (3) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา 144 วรรคสอง
-ถือเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ กกต.(คือ จับกุม สั่งฟ้อง ตัดสิน)
- วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น
- ต้องมีสภาพบังคับถึงที่สุด จะวินิจฉัยถูกหรือผิด ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น
- แก้ไขเยียวยาด้านอื่น คือ ถ้าไม่สุจริตจะได้รับค่าเสียหายทดแทน
4. มาตรา 145 (4) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้ง
ใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
- คำว่า “…มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” เป็นคำที่ให้ดุลพินิจของ กกต.ที่จะชี้ขาด
- คำว่า “….สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่….ถ้าพบว่าการเลือกตั้งนั้นเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อ
ได้ว่ามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”
หลักวิธีพิจารณาคดีความ
4.1 วิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยานระหว่างโจทก์ จำเลย
4.2 คดีอาญา ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยไม่ใช่เป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้กระทำความผิดจึงจะลงโทษได้
4.3 คดีเลือกตั้ง ไม่ถือหลักคดีอาญา หากคดีเลือกตั้งใช้หลักเดียวกับคดีอาญาก็จะเอาผู้กระทำความผิดไม่ได้เพราะไม่ถึงตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง กฎหมายจึงบัญญัติไว้กว้างๆ ว่า “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”
5. มาตรา 145 (5) ประกาศผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ
- การประกาศผลการเลือกตั้งไป ไม่ใช่ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งบริสุทธิ์ แต่หลักฐานยังมีไม่เพียงพอ ยังไม่เชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นได้รับเลือกตั้งโดยเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจึงประกาศไปก่อน แต่ถ้ามีการคัดค้านก็ยังสามารถที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้
- คำว่า “เลือกตั้งใหม่” หมายความว่า ต้องประกาศผลให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.ไปก่อน แล้วก็มีการคัดค้านการเลือกตั้ง เมื่อเห็นว่าการคัดค้านนั้นมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า ผู้ที่ประกาศไปแล้วได้รับเลือกตั้งมาโดยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ก็สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าเลือกตั้งใหม่(ในกรณีหลังนี้แหละ) จะต้องมีการประกาศพระราชกฤษฎีกา เพราะว่าได้ ส.ส. หรือ ส.ว.ไปแล้ว แต่ถ้าได้รับหลักฐานก่อนประกาศผล กกต.ก็มีอำนาจที่จะไม่ประกาศผลการเลือกตั้งได้ (ตามมาตรา 145 (5)) เมื่อมีอำนาจในการประกาศผลการเลือกตั้งก็มีอำนาจที่จะไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง
- การประกาศผลการเลือกตั้ง จะทยอยประกาศผลการเลือกตั้งก็ได้ ไม่จำต้องประกาศผลการเลือกตั้งทั้งชุด และในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติวิธีการประกาศผลการเลือกตั้งไว้
หมายเหตุ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 ใช้อำนาจทั้ง 5 ข้อ ในมาตรา 145 รวมทั้งอำนาจทั่วไป มาตรา 144 มาบัญญัติเป็นอำนาจของ กกต.ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ
มาตรา 10 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
(2) ออกประกาศกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(3) มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐปฏิบัติการทั้งหลาย อันจำเป็นตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(4) ออกข้อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ
(5) ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งที่ใช้วิธีการแบ่งเขตเลือกตั้ง และจัดให้มีบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
(6) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(7) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่ง หรือทุกหน่วยเลือกตั้งหรือสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ทั้ง
นี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณา ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
(8) ประกาศผลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ
(9) ดำเนินการหรือประสานงานกับหน่วยราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือสนับสนุนองค์การเอกชนในการให้การศึกษาแก่ประชาชน เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(10) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีและข้อสังเกตเสนอต่อรัฐสภา
(11) ดำเนินการอื่นตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่น หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
อำนาจตามมาตรา 147
ข้อพิจารณา
ปัญหา การตีความว่า กกต.จะมีอำนาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาด และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณี มาตรา 147 (2) ต่างจากมาตรา 147 (1) อย่างไรบ้าง
มาตรา 147 (1) เรื่องการคัดค้านการเลือกตั้ง ผู้มีส่วนได้เสียต้องคัดค้านการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่ กกต.ประกาศผล เมื่อพ้น 30 วันนับแต่วันที่ กกต.ประกาศผล ไม่มีสิทธิคัดค้าน
มาตรา 147 (2) เป็นเรื่องให้อำนาจ กกต. ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ ถ้ามีข้อเท็จจริงปรากฏในช่วงระหว่างการดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือ ส.ว. ว่า ก่อนได้รับเลือกตั้งได้มีการกระทำการโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง กกต.ต้องวินิจฉัยชี้ขาด
สรุป อำนาจของ กกต.ตามมาตรา 147 (1) กับ มาตรา 147 (2) ต่างกันอยู่ตรงที่ (1) จะต้องมีคำร้องคัดค้าน อำนาจ กกต.จึงเกิดขึ้น แต่ (2) เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กกต.
วาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี มาตรา 140
การแบ่งงานของ กกต.
1. นายทะเบียนพรรคการเมือง และกองทุนต่างๆ
2. การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน
3. การบริหารจัดการการเลือกตั้ง
4. การสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย
5. ธุรการทั่วไป
โครงสร้างของ กกต.
1. กกต.ส่วนกลาง มีจำนวน 5 คน
2. กกต.ส่วนจังหวัด
2.1 จังหวัดที่มี ส.ส. ได้ไม่เกิน 5 คน มี กกต. จังหวัดละ 5 คน
2.2 จังหวัดที่มี ส.ส. ได้ 6- 15 คน มี กกต. จังหวัดละ 7 คน
2.3 จังหวัดที่มี ส.ส. 16 คนขึ้นไป มี กกต. จังหวัดละ 9 คน
พรรคการเมือง
พรรคการเมือง หมายความว่า พรรคการเมืองที่คณะบุคคลรวมกันจัดตั้ง โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมือง
ให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้โดยง่าย เพียง 15 คน ให้ข้อบังคับกับการบริหารงานของพรรคการเมืองมีลักษณะเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ให้อำนาจทั้งหมดไปรวมศูนย์ที่หัวหน้าพรรค หรือเลขาธิการพรรค ขณะเดียวกันก็ถูกตรวจสอบได้ในระดับหนึ่ง ถ้าพรรคมีมติขับสมาชิกออกจากพรรค สมาชิกอาจร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ และเรื่องให้เงินสนับสนุน และควบคุมระเบียบการใช้จ่ายเงิน
1. การจัดตั้งพรรคการเมือง
- คณะผู้จัดตั้ง มาตรา 8
1. ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. ต้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
3. มีผู้ก่อตั้งพรรค จำนวน 15 คน
- วัตถุประสงค์ของพรรคการเมือง มาตรา 8 47
- การจัดประชุมเพื่อกำหนดนโยบายพรรค มาตรา 9
- การจดทะเบียนพรรคการเมืองต่อนายทะเบียน มาตรา 13
- นโยบายที่กฎหมายจำกัดไม่ให้พรรคการเมืองกำหนด มาตรา 10 313 วรรค 2
- ข้อบังคับพรรคการเมือง มาตรา 11
- กรรมการบริหารพรรค มาตรา 12
2. กิจกรรมของพรรคการเมือง
- การหาสมาชิก มาตรา 29
- คุณสมบัติสมาชิกพรรคการเมือง มาตรา 21
- การดูแลสมาชิกพรรคของพรรคการเมือง มาตรา 22
3. การให้การสนับสนุนพรรคการเมือง
- การจัดสรรเวลาออกอากาศ มาตรา 60
- กองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง มาตรา 56
- การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมือง มาตรา 58
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ มาตรา 61
- เงินสนับสนุนรายปี มาตรา 64
- การใช้จ่ายเงินที่พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากรัฐ มาตรา 59 62
4. การควบคุมตรวจสอบพรรคการเมือง
- การตรวจสอบพรรคการเมืองโดยนายทะเบียนพรรคการเมือง มาตรา 27
- การตรวจสอบพรรคการเมืองกันเองโดยสมาชิก หรือกรรมการบริหารพรรค มาตรา 28
- การกำหนดหน้าที่ให้รายงานต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง
1. การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ข้อบังคับ กรรมการบริหารพรรค มาตรา 33
2. จัดทำทะเบียนสมาชิกในรอบปีปฏิทิน มาตรา 34
3. รายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง มาตรา 35
4. ห้ามช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 36
4. การยุบพรรคการเมือง
- การยุบพรรคการเมืองด้วยเหตุที่รุนแรง มาตรา 66 67
(1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
(3) กระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ
(4) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 23 วรรคหนึ่ง (รับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด) มาตรา 52 (รับเงินบริจาคเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ) หรือมาตรา 53 (รับเงินบริจาคหรือทรัพย์สินจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลต่างประเทศ)
- การยุบพรรคการเมืองด้วยเหตุไม่ร้ายแรง มาตรา 65
(1) มีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง
(2) มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึงสิบห้าคน
(3) มีการยุบพรรคการเมืองไปรวมกับพรรคการเมืองอื่นตามหมวด 5
(4) มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง
(5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 25 (ไม่ได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมใหญ่) มาตรา 26 (ที่ประชุมใหญ่พรรค) มาตรา 29 (ภายใน 180 วันต้องมีสมาชิกพรรค 5,000คน) มาตรา 35 (ไม่ได้รายงานการดำเนินการในรอบปี) หรือมาตรา 62 (ไม่ได้รายงานการใช้จ่ายเงินประจำปี)
5. การรวมพรรคการเมือง มี 2 รูปแบบ
- รูปแบบแรก พรรค ก. รวมกับ พรรค ข. เกิดเป็นพรรค ค. กลายเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่ง
- รูปแบบที่สอง พรรค ก. รวมกับ พรรค ข. เป็นส่วนหนึ่งของพรรค ข. คือ ถูกพรรค ข. กลืนไป
ปัญหา
1. ถ้า ส.ส.ของพรรค ก. กับ พรรค ข. ไม่เห็นด้วยกับการรวมพรรค และไม่ไปอยู่กับพรรค ค. โดยหลักแล้วต้องถือว่าความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลง เพราะระบบกฎหมายถือว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง ถ้าไม่ไปอยู่ กับพรรคใหม่ ส.ส.นั้นก็จะลอยอยู่ไม่มีพรรคสังกัดก็จะต้องหลุดไป แต่ขณะเดียวกันถ้าไปหาพรรคใหม่อยู่ได้ภายในระยะเวลา 60 วัน ความเป็น ส.ส. ก็ไม่สิ้นสุด ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้น
2. ถ้าไปอยู่พรรคอื่น และพรรคนั้นไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมาก่อนเลย มาตรา 100 วรรคแรก แห่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างแน่นอนเลยว่า ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะต้องเริ่มที่ 5 เปอร์เซ็นต์ การที่จะมีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งที่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อโผล่ออกมา 1 คน 2 คน 3 คน ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ระบบเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้เปลี่ยนระบบคิดเรื่องการเลือกตั้งจากเดิมซึ่งเคยถือว่าเป็นสิทธิ สิทธิเลือกตั้ง เปลี่ยนมาเป็นหน้าที่ มาตรา 68
ปรับเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งให้เลือกเป็นเปอร์เซ็นต์ คะแนนเสียงของประชาชนทุกคะแนนที่ไปใช้สิทธิเป็น 1 คะแนนที่จะไปคิดคำนวณที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกว่า party list
หลักการตีความกฎหมายเลือกตั้ง
1. ต้องตีความตามเจตนารมณ์ว่าเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่
2. ต้องตีความให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
3. ต้องตีความให้กฎหมายบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณธรรมทางกฎหมายเลือกตั้ง
1. ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกันของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
2. เสรีภาพของผู้ที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
3. กระบวนการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยสุจริตยุติธรรม
4. มีความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง และบริเวณที่เลือกตั้ง เพื่อการเลือกตั้ง
ผลการละเมิดคุณธรรมทางกฎหมายเลือกตั้ง
1. ผลทางกฎหมายอาญา
2. ผลทางกฎหมายแพ่ง
3. ผลในทางกฎหมายมหาชน การประกาศผลการเลือกตั้งต้องได้เสียงเอกฉันท์ กรณีมีการคัดค้านการเลือกตั้ง
3.1 ไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งใหม่ (ไม่เลื่อนผู้ได้คะแนนลำดับสอง)
3.2 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
รัฐสภา
โครงสร้าง ประกอบด้วย 2 สภา
1. มีการเลือกตั้งวุฒิสภา จำนวน 200 คน
2. สภาผู้แทนราษฎรจากการแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน
ข้อดีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
1. ทำให้ สส.ผูกพันกับเขตเลือกตั้งมากขึ้น
2. ประชาชนมีความเสมอภาค
3. สส.ที่ได้รับเลือกในเขตมีความรับผิดชอบมากขึ้น มีค่าใช้จ่ายน้อย
4. สนับสนุนให้มีนักการเมืองท้องถิ่น
5. ผู้สมัครฯที่มีคนนิยมแล้วไม่ต้องซื้อเสียง
6. การเลือกตั้งใหม่เสียค่าใช้จ่ายน้อย
ข้อเสียการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
1. ทำให้มีการทุ่มเงินซื้อเสียง
2. ทำลายระบบพรรคการเมือง
3. มีความรุนแรงมากว่าแบบรวมเขต
4. ใช้อิทธิพลได้ง่าย
อายุ
สส. 4 ปี สว. 6 ปี
อำนาจหน้าที่ สส.
1. อำนาจในการตรากฎหมาย
2. อำนาจในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
- การอภิปรายไม่ไว้วางใยนายกรัฐมนตรี มาตรา 185 ต้องมี สส. 2/5 พร้อมเสนอผู้
สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาตรา 201 วรรค 2
3. การให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญ เช่น การอนุมัติพระราชกำหนด มาตรา 218 การประกาศสงคราม มาตรา 223 การเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาตรา 202
อำนาจหน้าที่ สว. เป็นองค์กรกรอง เห็นชอบ กรองหรือเลือก
1. อำนาจตรวจสอบบุคคลที่มีตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง โดยไม่ต้องให้เหตุผล มาตรา 303
2. อำนาจเลือกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 196 199 255 277
3. อำนาจตามมาตรา 135 เลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ
4. เปิดอภิปรายทั่วไปและให้รัฐมนตรีชี้แจงข้อเท็จจริง ชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับบริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่มีการลงมติ มาตรา 187
กระบวนการในการร่างพระราชบัญญัติ
1. ร่างพระราชบัญญัติทั่วไป
2. ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเงิน ต้องให้นายกรัฐมนตรีเสนอ
3. ผู้เสนอคณะรัฐมนตรี สส.ไม่น้อยกว่า 20 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน (เฉพาะหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และ หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ)
องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ
สส. และ สว. พิจารณา 3 วาระ รับหลักการ แปรญัตติ ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
การพิจารณา
กรณี สว. ไม่เห็นชอบ สส.พิจารณาใหม่ได้ เมื่อพ้น 180 วัน ยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน ถ้า สส. ยืนยันร่างเดิมอีกด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ถือว่าร่างดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
กรณี สว. แก้ไขเล็กน้อย ผ่านได้ ถ้าแก้ไขมาก ตกลงกันได้ให้นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าฯ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้พิจารณาใหม่หลังจาก 180 วัน หากยืนยันร่างเดิมมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้ถือว่าผ่านรัฐสภา
การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
- รัฐสภามีอำนาจที่จะตั้งกระทู้ถาม
- เปิดอภิปรายทั่วไปไม้ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
- ให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญ
- ตั้งคณะกรรมาธิการ
- อนุมัติงบประมาณ
คณะรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีรัฐมนตรี 35 คน รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีต้องไม่เป็น สส.
อำนาจหน้าที่
- เป็นองค์กรฝ่ายบริหาร
o แถลงนโยบาย
o ดำเนินการปฏิบัติตามนโยบาย
o ตรากฎหมายบางประเภท
o แต่งตั้ง โยกกยาย ถอดถอน ข้าราชการระดับสูง (ระดับ 10 ขึ้นไป)
o บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย
- รักษาการตามพระราชบัญญัติ
- กำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ
- มีอำนาจหน้าที่ในทางการเมือง
องค์กรอิสระ หมายถึง องค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ และกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ มิใช่องค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของฝ่ายบริหาร
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้การใช้อำนาจทั้งหลายที่เป็นอำนาจสูงสุดสามารถทำให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับการรักษาระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย
2. เป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ หน้าที่
3. ความไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีระบบตรวจสอบที่ครบถ้วน

หลักความอิสระขององค์กรอิสระ
1. อิสระการเข้าสู่อำนาจ หมายความว่า ไม่ได้เกิดจากการแต่งตั้งของอำนาจอื่นในรัฐธรรมนูญ ต้องมีกระบวนการสรรหาในรูปคณะกรรมการ มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภา
2. อิสระในนโยบาย ได้แก่ รายละเอียดในวิธีการ การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในงานที่อยู่ในอำนายหน้าที่
3. อิสระในงบประมาณ ตัดขั้นตอนไม่ให้สำนักงบประมาณหรือฝ่ายบริหารเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ต้องเอางบประมาณที่ทำแนบกับฝ่ายบริหาร
4. มีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระขึ้นกับประธานหรือหัวหน้าขององค์กรอิสระ
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
1. ใช้อำนาจาตุลาการ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
2. มีอำนาจตรวจสอบและตัดสินใจ กกต. ปปช. คตง.
3. ให้คำปรึกษาแนะนำ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ที่มา
เป็นการปฏิรูปในทางการเมืองที่จะทำให้การปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุดช่องว่างของระบบที่มีอยู่ในอดีต
โครงสร้างการจัดองค์กร
1. คณะกรรมการ เป็นองค์คณะในการตัดสินใจ
2. คณะอนุกรรมการ ทำหน้าที่ผู้ช่วยคณะกรรมการ ทำให้การตัดสินใจมีความมั่นคงและมีเหตุผลมากขึ้น
3. ธุรการสำนักงาน ปปช. ขึ้นต่อประธานคณะกรรมการ ปปช.
องค์ประกอบ
1. ประธาน 1 คน และคณะกรรมการอีก 8 คน
2. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
3. ไม่เป็นข้าราชการประจำ
4. ไม่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ
5. ไม่ดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วน บริษัทหรือองค์กรที่มุ่งแสวงหากำไร
6. ต้องไม่ประกอบวิชาชีพอิสระใดๆ
7. การได้มา มีคณะกรรมการสรรหา 15 คน ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา เลือกเหลือ 7 คน ผู้แทนพรรคการเมือง เลือกเหลือ 5
8. มีวาระ 9 ปี
อำนาจหน้าที่
1. ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน
- หลักของความโปร่งใด
- หลักฐานที่จะนำมาใช้เพื่อการตรวจสอบการทุจริต
2. ไต่สวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง มาตรา 303-307 การยื่นถอดทอนต้องมีมติ สส. ? สว. 3/5
3. ไต่สวน เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
4. หน้าที่อื่น
วิจารณ์
1. มติข้อกล่าวหาใดมีมูล กรณีนักการเมือง มาตรา 305 วรรค 4 ต้องส่งเรื่องให้อัยการก่อนไปศาลฎีกา แม้ว่า ปปช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือจ้างทนายฟ้องได้
2. การยึดทรัพย์กรณีสงสัยว่าได้มาโดยทุจริต สามารถไปร้องขอให้มีอำนาจยึดทรัพย์ได้
3. กรณีทุจริต ปปช. มีหน้าที่ลงมติ แล้วส่งไปให้วุฒิสภาถอดถอน การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 307 วุฒิสภาต้องลงคะแนนไม่น้อยกว่า 3/5
4. มาตรา 303 กำหนดให้ สส. ? คือ 125 คน หรือประชาชน 50,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้มีการตรวจสอบและส่งเรื่องให้ ปปช. เป็นการถอดถอนทุกระดับ
ถ้าเสนอถอดถอน สว. กฎหมายเปิดช่องต้องมีเสียง สว. ? สามารถเสนอถอดถอเฉพาะ สว.เท่านั้น มติให้ถอดถอนเป็นไปตามมาตรา 307 คือ 3/5

ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
ที่มา
มาจากประเทศแถบสแกนดิเนีย-สวีเดน (Ombudsman) เพราะมีข้อดีหลายประการ
1. การเปิดกว้างทำให้ประชาชนร้องเรียนได้ง่าย มีความยึดหยุ่นสูง
2. ความเชื่อว่าองค์กรอิสระหาข้อเท็จจริงได้ดีกว่าอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหาร
3. ความเชื่อว่าองค์กรที่ไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการชี้ จะทำให้รักษาความเป็นอิสระได้ แต่การปฏิบัติเป็นการให้อำนาจไปการฟ้องต่อสาธารณะ
อำนาจหน้าที่
1. เป็นองค์กรสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน มาตรา 197
2. จัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา มาตรา 30 31
3. เป็นองค์กรตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใดๆ ขององค์กรของรัฐ มาตรา 198
องค์ประกอบ
1. มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาไม่เกิน 3 คน
2. กระบวนการสรรหา มีคณะกรรมการสรรหา 31 คน ประกอบด้วย
o ผู้แทนพรรคการเมือง 19 คน
o ผู้แทนอธิการบดี 4 คน
o ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด 4 คน
o ผู้แทนศาลฎีกา 4 คน
วาระ 6 ปี มาตรา 196
ปัญหา
- คล้ายกับคณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ
- คล้ายกับคณะกรรมการข้อมูลขาวสาร
- คุ้มครองสิทธิของประชาชนคล้ายกับการทำงานซ้ำกับศาลปกครอง
- คล้ายกับการทำงานของ ปปช.

ศาลรัฐธรรมนูญ
ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
ข้อความคิดในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมายและหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ถือกำเนิดในยุโรปและสหรัฐ ในช่วงศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ข้อความคิดเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมทางกฎหมายของชาติตะวันตกโดยเฉพาะ การยอมรับหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ส่งผลผูกพันตนต่อรัฐธรรมนูญในการแสดงออกซึ่งอำนาจรัฐ โดยนัยนี้รัฐธรรมนูญจึงเป็นทั้งกรอบของการใช้อำนาจและเป็นมาตรสำหรับตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในเวลาเดียวกัน เพื่อให้หลักการนี้ได้รับการเคารพจึงต้องมีองค์กรคุ้มครอง องค์กรดังกล่าวอาจเป็นองค์กรทางการเมืองหรือองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการก็ได้
วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์
หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่ปฏิเสธกฎหมายที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ได้รับการยอมรับครั้งแรกในคดี Marbury Vs Madison ในสหรัฐแต่แนวความคิดของคดีนี้มาจากอังกฤษในคดีของนายแพทย์ Thomas Bonham ที่มีคำพิพากษาของศาล (Sir Edward Coke) พิพากษาว่า ข้อบังคับของแพทย์สภาขัดต่อหลัก Common Law ที่ว่าไม่มีใครเป็นผู้พิพากษาในเรื่องที่ตัวเองมีส่วนได้เสียได้ บทบัญญัติที่ขัดต่อหลัก Common Law (Common right and reason) ย่อมไม่มีผลใช้บังคับและศาลทรงไว้ซึ่งอำนาจในการวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อหลัก Common Law อันมีอิทธิพลอย่างมากต่อคดี Marbury Vs Madison แต่อังกฤษกลับไม่พัฒนาหลักการนี้กับหันไปถือหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภาแทน
ในฝรั่งเศส ค.ศ.๑๗๘๙ มีการปฏิวัติใหญ่แนวคิดอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนกำลังมีอิทธิพลมาก เหตุผลเพื่อจำกัดอำนาจระบบเก่าส่งผลให้รัฐธรรมนูญปฏิเสธอำนาจตุลาการในการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายที่ออกโดยสภา จนปี ๑๙๕๘ (สาธารณรัฐที่ ๕) ฝรั่งเศสจึงได้มี Conseil constitutional คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทในทางรัฐธรรมนูญ(มีอำนาจตรวจความชอบด้วยกฎหมายเฉพาะก่อนประกาศบังคับใช้) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากคดี Marbury Vs Madison .
Hans Kelsen Adorf Merkl สร้างทฤษฎีลำดับชั้นของกฎหมายหรือห่วงโซ่ของกฎหมาย พัฒนาในออสเตรีย ทฤษฎีนี้ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานขั้นพื้นฐานที่ผูกพันฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นที่มาของกฎหมายอื่นที่บังคับใช้ในรัฐ การออกกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติถือว่าเป็นการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกตรวจสอบได้โดยองค์กรตุลาการเช่นเดียวกับการใช้กฎหมายของฝ่ายบริหาร และจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นและเป็นแม่แบบให้แก่ประเทศต่าง ๆ เป็นศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะรูปแบบ คือ จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญแยกจากศาลยุติธรรมลักษณะของคดีจะเป็น Principaliter ในระบบนี้การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะคดีในศาลเท่านั้นแต่มีกระบวนการพิจารณาโดยเฉพาะ เช่นการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าร่างกฎหมายหรือกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ในสหรัฐนักกฎหมายของอเมริกายอมรับแนวคิดของ Sir Edward Coke และนำมาใช้ในคดี Marbury Vs Madison แม้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐไม่ได้บัญญัติชัดแจ้งให้ศาลสูงสุดมีอำนาจวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้พิพากษายืนยันอำนาจผู้พิพากษาในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติ และยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายซึ่งอยู่ในลำดับชั้นที่สูงกว่ากฎหมายอื่น ไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยกระบวนการนิติบัญญัติสามัญ เพราะถ้าไม่เป็นกฎหมายที่สูงกว่ากฎหมายอื่นแล้ว รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรก็เป็นเพียงความพยายามที่ไร้ความหมายของประชาชนในการที่จะจำกัดอำนาจรัฐ ซึ่งโดยธรรมชาติไม่มีขอบเขตจำกัด
สหรัฐจึงเป็นศาลรัฐธรรมนูญในทางเนื้อหา คือ ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิพากษาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย (พ.ร.บ.)และการตรวจสอบว่ากฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญ ตรวจเฉพาะเมื่อมีคดีเกิดขึ้นและศาลจำเป็นต้องใช้กฎหมายบังคับแก่คดี และคดี Marbury Vs Madison ก็มีอิทธิพลมาถึงคดีอาชญากรสงคราม จอมพล ป พิบูลสงคราม
สรุป
1. เป็นกรอบในการใช้อำนาจรัฐ
2. เป็นมาตรในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
วิธีประกันความเป็นกฎหมายสูงสุด
1. กำหนดให้การแก้ไขทำได้ยากยิ่งกว่ากฎหมายธรรมดา
2. กำหนดให้อำนาจของรัฐกระจายไปให้องค์กรต่างองค์กรกันเป็นผู้ใช้อำนาจ(หลักการแบ่งแยกอำนาจ)
3. การสร้างองค์กรตุลาการขึ้นมาคุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

พัฒนาการควบคุมกฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็น ๔ ระยะ คือ
1. รัฐธรรมนูญยอมรับความมีอำนาจสูงสุดของสภาผู้แทนฯ ยังไม่เกิดกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติใน ม.๖๒ ปี ๒๔๗๖ ท่านว่าสภาผู้แทนฯ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความรัฐธรรมนูญ
2. ให้อำนาจรัฐสภาและตุลาการรัฐธรรมนูญตีความร่วมกัน โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๘๙ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้มีตุลาการรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ในการที่ศาลจะใช้กฎหมายบังคับแก่คดีใดถ้าศาลเห็นว่ากฎหมายนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญให้ศาลรอการพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราวและส่งเรื่องไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ในขณะที่รัฐธรรมนูญ ๒๔๙๐ ได้กำหนดให้รัฐสภาทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความรัฐธรรมนูญ
3. คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญเพียงสถาบันเดียว รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ตัดอำนาจรัฐสภาในการตีความรัฐธรรมนูญออกทั้งหมด
4. ปัจจุบันเป็นระยะที่ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียว
สรุป
1. ยอมรับความมีอำนาจสูงสุดของสภาผู้แทนราษฎร
2. ให้อำนาจรัฐสภาและคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตีความรัฐธรรมนูญร่วมกัน
3. ตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญเพียงสถาบันเดียว
4. ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในทางรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียว
ความชอบธรรม อำนาจและบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ปัญหาพื้นฐานทางนิติศาสตร์
การที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยให้กฎหมายที่ผ่านรัฐสภาไม่มีผลบังคับใช้เพราะขัดกับรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจมากน้อยเพียงใด รัฐธรรมนูญมีความสัมพันธ์กับการเมืองอย่างมาก โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือปัญหานโยบายการเมืองมีสูง แต่ในรัฐธรรมนูญไม่บัญญัติอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญไว้ให้ชัดเจน
1. ศาลจะตีความขยายอำนาจของตนไม่ได้
2. ไม่ควรเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจดุลพินิจในการตีความมากเกินไป การตีความหมายถึงอำนาจ
3. อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจเด็ดขาดไม่อาจถูกตรวจสอบได้โดยองค์กรใด หากศาลมีอำนาจมากเกินไปดุลแห่งอำนาจระหว่างองค์กรในระดับรัฐธรรมนูญของรัฐอาจเสียไปได้ การทำคำพิพากษาจะต้องให้เหตุผลในคำพิพากษาอย่างหนักแน่นพอเพียง
4. จะต้องรักษาวินัยในการใช้และการตีความ ศาลจะต้องจำกัดบทบาทของตัวเองไม่เข้าไปแสดงเจตจำนงในทางการเมือง
5. จะต้องผูกพันตนต่อรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะสูญเสียความชอบธรรมในการดำรงอยู่ต่อไปและนั่นหมายถึงผลเสียต่อระบบรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ทั้งระบบในที่สุด

โครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีจำนวน 15 คน มีที่มา 2 ทาง
1. สายผู้พิพากษาในศาลฎีกา 5 คน และตุลาการศาลปกครองสูงสุด 2 คน
2. สายผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 5 คนและสาขารัฐศาสตร์ 3 คน
โดยมีคณะกรรมการสรรหา 13 คน คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย
ประธานศาลฎีกา
ผู้แทนคณบดีคณะนิติศาสตร์ 4 คน
ผู้แทนคณบดีคณะรัฐศาสตร์ 4 คน
ผู้แทนพรรคการเมือง 4 คน
คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 10 คนและสาขารัฐศาสตร์ 6 คน
ต่อประธานวุฒิสภา วุฒิสภาต้องมีคะแนนเสียง ?
วาระการดำรงตำแหน่ง
ผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อยู่ในวาระของตนเอง คือ 9 ปี มาตรา 259
อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญแบ่งได้ ๖ กลุ่ม ดังนี้
1. การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของปทัสฐานทางกฎหมาย
2. การวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ
3. การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของพรรคการเมือง
4. การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการดำเนินงานในวงงานของรัฐสภา
5. การตรวจสอบความสมบูรณ์ในการดำรงตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภา รมต.และกรรมการการเลือกตั้ง
6. การตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีอื่น ๆ
การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของปทัสฐานทางกฎหมาย
เรื่องที่จะต้องตรวจสอบมี ๓ กรณี คือ
- การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ตามมาตรา ๒๖๒
(ก่อนใช้บังคับ)
- การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ตามมาตรา ๒๖๔
(หลังใช้บังคับแบบรูปธรรม)
- การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ตามมาตรา ๑๙๘
(หลังใช้บังคับแบบนามธรรม)
ความแตกต่างระหว่าง ม.๒๖๒ กับม.๒๖๔
1. การร้องขอให้วินิจฉัยว่าร่างกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญตาม ม.๒๖๒ จะทำได้เมื่อสภาผ่านร่างกฎหมายนั้นแล้วแต่ยังมิได้ส่งให้ลงพระปรมาภิไธย ส่วน ม. ๒๖๔ ต้องกระทำหลังจากที่กฎหมายนั้นประกาศในราชกิจจาฯและมีผลบังคับใช้แล้ว
2. การร้องขอตาม ม. ๒๖๒ นั้นเฉพาะสมาชิกสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกทั้งหมดของรัฐสภาหรือของแต่ละสภาที่จะสามารถเป็นผู้เข้าชื่อร้องขอ หรือไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ถ้าเป็น พ.ร.บ.ประกอบฯ แต่ ม.๒๖๔ เป็นเรื่องที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความยกขึ้นโต้แย้ง
3. ม.๒๖๒ ครอบคลุมไปถึงทั้งเนื้อหาและกระบวนการของการตรากฎหมาย แต่ ม.๒๖๔ จำกัดเฉพาะเนื้อหาของกฎหมายเท่านั้น
1) ม. ๒๖๔ เป็นการบัญญัติรองรับหลักการของ ม.๒๘ วรรคสอง ...เพื่อใช้สิทธิทางศาลและยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ม. ๒๖๔ เป็นการบัญญัติช่องทางการนำเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งกรณีที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่ากฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
2) ม.๒๖๔ หากคู่ความเป็นผู้เสนอข้อโต้แย้ง ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยไม่รับคำโต้แย้งได้หากพิจารณาแล้วไม่มีสาระอันควรรับการวินิจฉัย ซึ่งต่างกับกรณีที่ศาลเห็นเอง

สรุป อำนาจควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญ
1. การควบคุมตรวจสอบแบบนามธรรม (ไม่มีคดีเกิดขึ้นในศาล)
- ก่อนประกาศใช้กฎหมาย ใช้สิทธิตามมาตรา 262 เสนอให้ประธานสภาส่งไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งนายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า
- กรณี พรบ. มีสมาชิกรัฐสภา 1/10
- กรณี พรบ.ประกอบฯ มีสมาชิกรัฐสภา ไม่น้อยกว่า 20 คน
- กรณีนายกรัฐมนตรี เห็นว่า พรบ.หรือ พรบ.ประกอบฯ มีข้อความขัดหรือแย้ง
หรือตราโดยไม่ถูกต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้ง ประธาน สส.
ประธาน สว. และประธานรัฐสภาทราบโดยไม่ชักช้า
- หลังประกาศใช้กฎหมาย มาตรา 198 เป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใดของบุคคลใดตามมาตรา 197(1) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลปกครอง แล้วแต่กรณี(ถ้าไม่เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ ต้องส่งศาลปกครอง เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามมาตรา 198 เฉพาะบทบัญญัติองกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น)
2. การควบคุมตรวจสอบแบบรูปธรรม (มีคดีเกิดขึ้นในศาล)
มาตรา 264 เป็นการควบคุมหลังจากที่กฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว ศาลหรือคู่ความเห็นว่า กฎหมายที่ต้องใช้ในคดีนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลต้องระงับกระบวนพิจารณา แล้วส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าขัดฯ ศาลจะนำเอากฎหมายมาใช้กับคดีนั้นไม่ได้
กรณีขัดรัฐธรรมนูญ
- สิทธิตรวจสอบ เป็นอำนาจที่จะพิจารณาในเบื้องต้นว่ากฎหมายนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
- สิทธิวินิจฉัยชี้ขาด เป็นอำนาจในการชี้ขาดเป็นที่สุด เป็นอำนาจเบื้องต้นว่ากฎหมายนั้นขัดฯ
ระบบรวมศูนย์การควบคุมตรวจสอบ
1. ถ้าเป็นกฎหมายลำดับพระราชบัญญัติ ใช้ระบบรวมศูนย์อำนาจในการตรวจสอบ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ
2. ถ้าเป็นกฎหมายลำดับรอง ใช้ระบบกระจายอำนาจในการควบคุมตรวจสอบ
ขอบเขตการควบคุมตรวจสอบ
1. ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบเฉพาะเนื้อหา ไม่มีอำนาจตรวจสอบรูปแบบหรือกระบวนการตรากฎหมาย
2. ผู้มีสิทธิตรวจสอบ คือ ศาลและคู่ความในคดี
3. ถ้ากฎหมายนั้นศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้วไม่ต้องส่ง
4. ต้องเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับคดี
ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
แนวทางที่ 1 กฎหมายไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมมีคำวินิจฉัย (ทำให้กฎหมายใช้บังคับไม่ได้ต่อไป แต่ไม่เกี่ยวกับอดีตที่ผ่านมา)
แนวทางที่ 2 กฎหมายไม่มีผลใช้ตั้งแต่แรก (ตั้งแต่วันประกาศใช้กฎหมาย)
แนวทางที่ 1 เน้นความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ
ข้อดี กฎหมายมีผลสมบูรณ์ ถูกต้องบนฐานของกฎหมายที่มีสภาพบังคับ
ข้อเสีย อธิบายไม่ได้ว่ากฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญมาแต่ต้น ทำไมยังมีผลใช้บังคับโดยบริบูรณ์
แนวทางที่ 2 เน้นในเรื่องความยุติธรรม (คดีถึงที่สุดและมีการบังคับคดีเสร็จสิ้นแล้ว)
ข้อดี สามารถอธิบายให้ถูกต้องตรงสภาพความเป็นจริง
ข้อเสีย มีปัญหาในการอธิบายของการดำรงอยู่ของการกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นบนฐานของกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
การวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ม.๒๖๖
ม.๒๖๖ กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งหวังให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กรที่เกิดปัญหาและเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ จากการศึกษาวิเคราะห์ประกอบกับแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดคดีเหล่านี้ พบข้อสังเกตดังต่อไปนี้
1) องค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ ควรเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ยังต้องมีอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง โดยจะต้องเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระและใช้อำนาจในลักษณะที่เป็นอำนาจทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย
2) การวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญตาม ม.๒๖๖ มีการพัฒนาการของแนวความคิดทางกฎหมายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น คำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๔๑ ศาลว่าเทศบาลเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาในคำวินิจฉัยที่ ๕๘-๖๒/๒๕๔๓ ศาลวินิจฉัยว่า อบต. อบจ.และเทศบาลเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ตันขึ้นตามกฎหมายมิได้จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญตาม ม.๒๖๖
3) ต้องเป็นปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรต่าง ๆ ไม่ใช่องค์กรใดองค์กรหนึ่งมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตนเอง คำวินิจฉัยที่ ๘/๒๕๔๒
4) ปัญหาเกี่ยวกับองค์กรกลุ่ม จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจะต้องกระทำโดยเป็นมติองค์กรกลุ่ม เช่น ต้องมีมติเสียงข้างมากของที่ประชุมสภา ประธานสภาจะใช้อำนาจเสนอเรื่องโดยลำพังไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ใช้อำนาจเฉพาะของประธานรัฐสภาตาม ม.๒๖๖ ได้กำหนดไว้โดยแจ้งชัดในฐานะผู้เสนอเรื่องแทนองค์กรอื่นเท่านั้น

ปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ มี 2 ประเด็นปัญหา คือ
1. ปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาของศาล และ
2. ปัญหาที่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาล
1. ปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นปัญหาที่มีความสำคัญอันจะนำไปสู่ข้อเสนอในการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมาย มีอยู่ทั้งสิ้น ๔ ประการ ได้แก่
1.1 การให้ศาลรัฐธรรมนูญตราข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้เอง ตามมาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติดังกล่าวน่าจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและความเป็นไปได้ในการที่จะสามารถมีข้อกำหนดที่ละเอียดครบถ้วนและกำหนดหลักเกณฑ์ในกระบวนพิจารณาที่เหมาะสม โดยต้องผ่านความเห็นชอบด้วยมติเอกฉันท์ของตุลาการรัฐธรรมนูญทุก ๆ คนในทุก ๆ เรื่อง และผลที่ตามมาจากการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลก็เป็นเรื่องที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบกฎหมาย ดังนั้นข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจึงควรจะต้องกำหนดให้มีขึ้นในรูปของกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ มิใช่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นเอง (ศาลมีอำนาจตรากฎหมายเช่นเดียวกับฝ่ายนิติฯ)
1.2 ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องผูกพันต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ได้มีมติไปแล้ว ถึงแม้ว่าตุลาการเสียงข้างน้อยจะไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ เมื่อต้องทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นปัญหาแห่งคดี ตุลาการเสียงข้างน้อยก็ยังคงยืนยันความเห็นเดิม เช่นนี้เท่ากับว่าเป็นการปฏิเสธความยุติธรรมหรือปฏิเสธการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ซึ่งโดยหลักการต้องไม่มีปรากฏขึ้นในองค์กรตุลาการ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ควรจะต้องมีการแก้ไขโดยต้องกำหนดให้ตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญทุกคนจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นหลักแห่งคดี หากว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับเรื่องดังกล่าวเข้ามาในอำนาจพิจารณาของศาลโดยมติเสียงข้างมากมาแล้ว
1.3 ปัญหาในการกำหนดและประกาศองค์คณะพิจารณาคดีให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินกระบวนพิจารณาและทำให้หลักการคัดค้านตุลาการที่กำหนดไว้ในวิธีพิจารณาสามารถปฏิบัติได้โดยการกำหนดองค์คณะจะต้องไม่ต่ำกว่าเก้าคน หรือในคดีบางประเภทที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น คำโต้แย้งของคู่ความว่ากฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๔ วรรคสอง อาจบัญญัติกำหนดองค์คณะพิจารณาให้แตกต่างจากคดีอื่น หรือกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
1.4 ปัญหาในการไม่แยกประเภทวิธีพิจารณาในกรณีต่าง ๆ ออกจากกันให้ชัดเจน โดยพันธะกิจทั้ง ๖ ประการของศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะและธรรมชาติที่แตกต่างกัน จึงควรมีวิธีพิจารณาที่แยกต่างหากจากกันในแต่ละกรณีด้วยเช่นนี้ ควรมีการยกร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยแยกหลักทั่วไปร่วมกันของวิธีพิจารณาคดีทุกประเภทออกไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหาก และจะต้องมีบทบัญญัติเฉพาะว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแต่ละประเภทตามพันธะกิจทั้ง ๖ ประการของศาลรัฐธรรมนูญแยกต่างหากอีกส่วนหนึ่ง
2. ปัญหาเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
2.1 ปัญหาในเรื่องผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยชี้ขาดหรือที่เรียกว่า คำวินิจฉัยกลาง จะมีผลบังคับใช้เป็นคำพิพากษาตั้งแต่เมื่อใด จากพฤติการณ์ในการมีคำวินิจฉัยสองคราวคือมีการประกาศคำวินิจฉัยด้วยวาจากับคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีขึ้นโดยสมบูรณ์ในวันที่เขียนคำวินิจฉัยกลางเสร็จและมีการลงนามครบถ้วนแล้ว จึงเป็นปัญหาสำคัญและจะส่งผลร้ายต่อสถานะและสิทธิทางกฎหมายของสมาชิกของสถาบันการเมืองที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญ และจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยเร่งด่วน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเคร่งครัดกับสถานะความเป็นองค์กรตุลาการที่จะต้องทำคำวินิจฉัยชี้ขาดเป็นลายลักษณ์อักษร ในทุกประเด็นที่พิพากษาและจะต้องให้เหตุผลที่ชัดแจ้งประกอบด้วย หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องมีการแถลงด้วยวาจาก่อนที่คำพิพากษาจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2.2 ปัญหาในเรื่องคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการ ตามมาตรา ๒๖๗ วรรคสอง ปัญหาคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านได้เขียนคำวินิจฉัยส่วนตนและแถลงต่อที่ประชุมก่อนที่จะได้มีการจัดทำคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตาม ม. ๒๖๔ มี ๒ แนวความคิด คือ
แนวที่ ๑ เป็นแนวทางตามออสเตรีย
แนวที่ ๒ เป็นตามเยอรมัน
แนวคิดที่ ๑ ผลของคำวินิจฉัยไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย(ex nunc) คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลก่อสภาพแห่งความใช้บังคับไม่ได้ของกฎหมาย มีผลตั้งแต่วันที่ศาลวินิจฉัย(ยกเลิกกฎหมาย) จุดอ่อนคือ อธิบายไม่ได้ว่ากฎหมายฉบับนั้นทำไมจึงมีผลบังคับได้อยู่ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย (ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจนิติบัญญัติในทางปฏิเสธกฎหมาย) เป็นหลักการเน้นความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ
แนวคิดที่ ๒ ผลของคำวินิจฉัยไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่แรก(วันประกาศใช้กฎหมาย) (ex tunc) คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลเป็นการแสดงความเสียเปล่าของกฎหมาย หรือการบังคับใช้ไม่ได้ตั้งแต่แรกประกาศใช้กฎหมายนั้นมีผลย้อนไปในอดีต จุดอ่อนคือ กฎหมายส่งผลต่อการกระทำทางปกครองที่เกิดก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างไร (เมื่อกฎหมายนั้นสิ้นผลตั้งแต่วันที่ประกาศใช้) เป็นหลักการเน้นความยุติธรรม
จากแนวความคิดทั้งสองทางทำให้เกิดแนวการประสานความคิดใน รธน.ม.๒๖๔ วรรคสาม เป็นเสมือนหนึ่งว่าผลของกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ มีผลย้อนไปในอดีตแต่ไม่กระทบกับคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว มีประเด็นปัญหาที่ต้องทำความเข้าใจอีก ๒ ประเด็น คือ คำพิพากษาถึงที่สุดหมายความว่าอย่างไร และถ้าการกระทำในทางกฎหมายขององค์กรของรัฐไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดแต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีการบังคับการตามคำสั่งจบสิ้นไปแล้ว เช่น คำสั่งประเมินภาษีที่มีการชำระเรียบร้อยไปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบกับคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ (ฐานของกฎหมายที่เก็บภาษีขัดรัฐธรรมนูญ)
ประเด็นแรก คำพิพากษาถึงที่สุด ถึงที่สุดในที่นี้อาจารย์เห็นว่าต้องถึงที่สุดและมีการบังคับคดีจบสิ้นไปแล้ว เพราะ ม.๒๖๔ วรรคสาม ตั้งอยู่บนความแน่นอนของนิติฐานะที่นิ่งแล้ว จึงเยียวยาความเสียหายของจำเลยในคดีนั้น
ประเด็นที่สอง คำสั่งทางปกครองที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ตาม ม.๒๖๔ วรรคสาม คำสั่งทางปกครองที่ถูกปฏิบัติหรือดำเนินไปแล้วโดยกฎหมายที่ถูกต้องในขณะนั้น มีผลผูกพันบังคับการได้สามารถดำรงอยู่ได้ด้วย จึงไม่มีผลย้อนหลังกับไป อาจารย์เห็นว่าคำสั่งทางปกครองที่ไม่อุทธรณ์โต้แย้งมีสภาพคล้ายคลึงกับคำพิพากษาถึงที่สุด ใช้หลัก Analogy คำสั่งทางปกครองต้องมีจุดตัด คือ ถ้าเรื่องใดจบแล้วคือจบ เป็นการนำหลักความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะมาใช้ ถ้าเรื่องยังไม่จบก็นำเอาหลักความยุติธรรมมาใช้
แต่ในกรณีของคดีทางอาญาแตกต่างกัน เมื่อมีการบังคับคดี ต้องมีการดำเนินกระบวนการเพื่อลบล้างคำพิพากษาจากกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ คือ ขอรื้อฟื้นคดีใหม่
อำนาจวินิจฉัยความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ม.๒๖๖
ประเด็นปัญหาคือ อะไรคือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรตามรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่า องค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญและกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังก่อปัญหาอีกว่าอย่างไรจึงถือว่าจัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นศาลปกครองถือว่าจัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่ามี พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อำนาจของศาลปกครองมาก็จาก พ.ร.บ.จัดตั้งนี้ อาจารย์เห็นว่าศาลปกครองถือว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ปัญหานี้เกิดเพราะการแยกชั้นของกฎหมายยังมีข้อถกเถียงกัน แต่ในต่างประเทศการแยกกฎหมายปกครองกับรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างชัดเจน กล่าวคือรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันหรือว่าเป็นองค์การตัวขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญให้เป็นไปได้คือองค์การตามรัฐธรรมนูญ
เงื่อนไขทางทฤษฎี ตาม ม.๒๖๖ คดีขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร คนที่มีสิทธิยื่นเรื่องตาม ม.๒๖๖ คือ องค์กรที่มีปัญหาขัดแย้งนั้นเอง และประธานรัฐสภา ปัญหาคือ ทำไมประธานรัฐสภาจะต้องทำหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อ ม. ๒๖๖ เป็นกรณีการขัดแย้งในอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคู่กรณีก็ส่งเรื่องเอง
สรุป คดีของศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 266)
ผู้มีสิทธิตามมาตรา 266 คือ องค์กรที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ และประธานรัฐสภา
...............................
ข้อสอบปี 2543
ข้อ 1. จงอธิบายที่มาและผลกระทบต่อสถาบันการเมืองของหลักการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 204 ที่ไม่ให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกัน มาพอให้เข้าใจ
ข้อ 2. จงวิเคราะห์สภาพปัญหาของกระบวนการนิติบัญญัติไทย โดยเฉพาะในกระบวนการตรากฎหมายในฝ่ายนินิบัญญัติ (ขั้นตอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของรัฐสภา) พร้อมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว มาพอสังเขป
ข้อ 3. เลือกตอบคำถาม (1) หรือ (2) เพียงคำถามเดียว
(1) รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติใดบ้างที่เป็นหลักการใหม่ เกี่ยวกับพรรคการเมือง จงอธิบาย
(2) หากท่านเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะวินิจฉัยในประเด็นที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ “พรรคการเมืองที่แต่งตั้งรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากเขตเลือกตั้ง ให้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งซ่อม” อย่างไร จงอธิบาย พร้อมทั้งยกเหตะผลประกอบ
ข้อ 4. ท่านเข้าใจคำว่า “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 อย่างไร มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความเป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” อย่างไร และท่านเห็นว่า “เทศบาล” เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะเหตุใด

ปี 2545
ข้อ 1. ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย ที่ให้อำนาจคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องต่างๆนั้น ท่านเห็นว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องใดที่เหมาะสมดีแล้วและในเรื่องใดที่ยังไม่เหมาะสม โดยมีแนวทางและข้อเสนอแนะอย่างไร
ข้อ 2. การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 304 บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้มีการใช้มาตรการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 303 ได้นั้น ท่านเข้าใจอย่างไร และกระบวนการถอดถอนที่ประชาชนเป็นฝ่ายริเริ่มได้นี้มีข้อจำกัดอย่างไรบ้างที่สมควรได้รับการแก้ไข
ข้อ 3. ให้นักศึกษาเลือกทำข้อ ก) หรือ ข้อ ข) เพียงข้อเดียว
ก) จงอธิบายพัฒนาการโดยสังเขปของ “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” และวิธีการธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักดังกล่าว ให้ท่านอภิปรายและแสดงความเห็นด้วยว่า “หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” สัมพันธ์ในทางขัดแย้งหรือสอดคล้องกับหลัก “ความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา” อย่างไร
ข) จงอธิบายวิธีการควบคุมตรวจสอบกฎหมายมิให้ขัดกับรัฐธรรมนูญภายหลังจากได้มีการประกาศใช้กฎหมายแล้ว และชี้ให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การควบคุมตรวจสอบกฎหมายมิให้ขัดกับรัฐธรรมนูญหลังจากได้มีการประกาศใช้กฎหมายแล้วแตกต่างกับการควบคุมตรวจสอบกฎหมายก่อนที่จะประกาศใช้กฎหมายในสาระสำคัญอย่างไร
ข้อ 4. ให้นักศึกษาเลือกทำข้อ ก) หรือ ข้อ ข) เพียงข้อเดียว
ก) จากการศึกษาบทบัญญัติต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จะพบว่า บทบัญญัติทั้งหลายเหล่านี้ มีทั้งส่วนที่เป็นการส่งเสริมพรรคการเมืองและไม่เป็นการส่งเสริมพรรคการเมือง ท่านสามารถยกตัวอย่างบทบัญญัติเหล่านี้ได้หรือไม่ว่าบทบัญญัติใดที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมพรรคการเมือง และบทบัญญัติใดที่มีลักษณะที่ไม่เป็นการส่งเสริมพรรคการเมือง จงอธิบายและให้เหตุผลมาพอสังเขป
ข) จากการที่ท่านได้ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม ของรัฐบาลซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในขณะนี้ ท่านคิดว่าการปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพียงใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย
แนวตอบ
สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบราชการไทย ได้ 4 ประการ
1. พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น
2. ปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดให้มีความเหมาะสม
3. ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทำงานให้อยู่ในระดับสูงและเทียบเท่าเกณฑ์สากล
4. ตอบสนองต่อการบริหารปกครองในระบอบประชาธิปไตย
โดยกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สนับสนุนและเชื่อมโยงกัน ประกอบด้วย
1. การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน
1.1 วางเงื่อนไขให้ส่วนราชการาต่างๆ นำระบบบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง
1.2 ให้แต่ละส่วนราชการกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการและการพัฒนาองค์การ
1.3 ปรับเปลี่ยนระบบกากรควบคุมภายในของส่วนราชการให้มีความทันสมัยมากขึ้น
1.4 ปรับปรุงระบบการประเมินผลการดำเนินงาน
2. การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน
2.1 มุ่งเน้นการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินในเชิงบูรณาการระหว่างกระทรวง ทบวง กรม
2.2 ทบทวนการจัดโครงสร้างองค์การของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ให้มีความยึดหยุ่น คล่องตัว
3. การรื้อระบบการเงินและการงบประมาณ
3.1 ปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน
4. การสร้างระบบบริหารงานบุคคลและค่าตอบแทนใหม่
4.1 สรรหาบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถ
4.2 นำระบบการเลือกสรรระบบเปิดที่เน้นหลักสมรรถนะการบริหารจัดการมาใช้กับผู้บริหารระดับสูงทุกตำแหน่ง
4.3 ทบทวนการปรับเปลี่ยนระบบการจำแนกตำแหน่ง
5. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม
5.1 สร้างรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองของกลุ่มเป้าหมาย
6. การเสริมสร้างระบบราชการให้ทันสมัย
6.1 สนับสนุนให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพัฒนาตนเองให้เป็นองค์การสมัยใหม่
6.2 ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการบริการรัฐบาลอิเลคทรอนิกส์ที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และซื่อสัตย์ต่อผู้ใช้บริการ
7. การเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
7.1 กำหนดเงื่อนไขและแนวทางเพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานราชการได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการปฏิบัติราชการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม
7.2 ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาภาคประชาชน
7.3 ให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีอาสาสมัครภาคประชาชนเข้าร่วมทำงานกับข้าราชการ

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก
L.560
L.561
L.562
L.563
L.564
L.565
L.566
L.567
L.568
L.569
รายชื่อสมาชิก