Make your own free website on Tripod.com
น.564 การคลังสาธารณะและวิธีวการงบประมาณของไทย

นโยบายรัฐบาลกับการใช้ใช้รายได้สาธารณะ
กฎหมายการคลังเป็นเรื่องไกลตัว แต่มีความสำคัญ
การคลัง เป็นเรื่องรายรับ รายจ่าย
1. รายจ่ายสาธารณะ
ภาครัฐ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีเป้าหมายเพื่อการบริหารประชาชาติให้อยู่ดีมีสุข สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือ วิธีการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ วิธีการ คือ กฎหมายปกครอง
ภาคราษฎร์ เป็นเรื่องของบุคคล(ครัวเรือน) หรือ นิติบุคคล (วิสาหกิจ)
ครัวเรือน เน้นหากำไรเพื่อนำมาจ่าย บำบัดความต้องการ มีเป้าหมายมากกว่าวิสาหกิจ วิสาหกิจ หากำไรสูงสุด
บทบาทการคลัง คือ รายรับ หมายถึง รายได้และหนี้สาธารณะ และ รายจ่ายสาธารณะ
วิวัฒนาการ
1. ยุคคลาสิค
1. เห็นว่าภาครัฐและภาคราษฎร์เป็นคนละส่วน เป็นอิสระ
2. ประกอบการด้านเศรษฐกิจ ภาคราษฎร์ทำได้ดีกว่าภาครัฐ(ริเริ่ม ประสิทธิภาพ) แต่กิจการบางอย่างราษฎรทำไม่ได้ เช่น ความสงบเรียบร้อย การป้องกันประเทศ เพราะไม่เกิดผลกำไร
3. รัฐประกอบกิจ จึงออกกฎหมายให้เอกชนเสียภาษีอากร
แนวคิด
กำหนดบทบาทให้รัฐทำเท่าที่จำเป็น คือ ป้องกันประเทศ รักษาความสงบ และระงับข้อพิพาท หรือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หลักการ
1. การคลังภาคราษฎร์เป็นการคลังแบบรายได้กำหนดรายจ่าย
2. การคลังภาครัฐ ทำหน้าที่ที่จำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น รายจ่ายเป็นการกำหนดรายได้
3. การคลังสาธารณะเป็นศาสตร์ในการหารายได้ให้พอเหมาะกับรายจ่าย การหารายได้จะต้องสร้างภาระอย่างเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี ภาครัฐเปรียบเสมือนผู้บริโภค มีแต่การใช้จ่ายเท่านั้น
2. ยุคหลัง มีความเห็นแย้ง
1. รัฐเป็นนามธรรมไม่สามารถบริโภคได้ เพราะรัฐประกอบด้วยปัจเจกบุคคล ทั้งรัฐและราษฎร์เป็นองค์ประกอบในเศรษฐกิจ รายรับของรัฐและรายจ่ายสาธารณะเกี่ยวพันซึว่งกันและกัน รายจ่ายภาคเอกชนรัฐเก็บแล้วจ่ายคืนไปสู่เอกชน
2. เอกชนทำได้ดีกว่าในหลายกิจการ แต่ความต้องการของปัจเจกบุคคลบางกลุ่มเรียกร้องให้รัฐเพิ่มบทบาท ดังนั้นปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องความจำเป็น แต่มีความสำคัญยิ่งกว่านั้น คือ จะทำสิ่งใดก่อนหรือในสัดส่วนเท่าใด
การจำแนกรายจ่าย
1. การจำแนกรายจ่ายาตามฐานเศรษฐกิจ
1.1 ลักษณะต่างตอบแทน เป็นการจำแนกเพื่อกำหนดนโยบายของรัฐ
1.2 อุดหนุน เป็นนโยบายการคลัง กำหนดจ่ายในขณะใด เป็นจำนวนเท่าใด
2. การจำแนกในลักษณะงบประจำกับงบลงทุน
1. ถ้าประชาชนสนใจจะรู้รัฐบาลบริหารประเทศไปในทางใด รายจ่ายแต่ละปีจะสะท้อนให้
เป็นนโยบายของรัฐบาล
3. ทำให้ประชาชนมีความสนใจ ติดตามเพื่อรู้นโยบายของรัฐบาล
กฎหมายการคลัง
1. อนุญาตให้ใช้จ่ายเงิน เช่น พรบ.งบประมาณรายจ่าย
2. การได้มาซึ่งเงินรายได้แผ่นดิน เช่น กฎหมายภาษีอากร กฎหมายการก่อหนี้สาธารณะ
3. การเก็บรักษาเงินแผ่นดิน เช่น พรบ.เงินคงคลังและเงินแผ่นดินมาใช้จ่าย
กฎหมายการคลัง มี 2 ลักษณะ
1. ลักษณะอนุญาตหรือให้อำนาจกระทำได้ เช่น พรบ.งบประมาณรายจ่าย
2. ลักษณะบังคับให้ต้องกระทำ เช่น กฎหมายภาษีอากร การเก็บค่าธรรมเนียมการปกครอง
ข้อสังเกต
1. เปรียบเทียบรายจ่ายกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศว่าเป็นเสรีนิยมหรือสังคมนิยม หากรายจ่ายสาธารณะมากจะเป็นสังคมนิยม
2. การบริหารภาครัฐเสมือนเหรียญ 2 หน้า คือ ส่งเสริมให้ธุรกิจขยายตัว แต่รัฐบริหารแบบสังคมนิยม เช่น ให้บริการรักษาโรคราคาถูก 30 บาท เป็นต้น
3. รัฐกระจายรายได้ใน 2 ลักษณะเช่นเดียวกับภาคเอกชน เช่น รัฐวิสาหกิจ(รถไฟ ค้าน้ำมัน) แต่กิจกรรมบางอย่าง เช่น การศึกษาภาคบังคับถือเป็นรายได้ทางอ้อม มีขอบเขตใหญ่ทั่วประเทศ
สรุป นักการคลังยุคคลาสสิคมีแนวความคิดว่ารายจ่ายมี 2 ประเภท
1. รายจ่ายวิสามัญหรือรายจ่ายจร เป็นรายจ่ายที่ไม่คาดฝัน แต่จำเป็นต้องจ่าย
2. รายจ่ายสามัญ เป็นรายจ่ายที่จ่ายจากรายได้เท่านั้น คือ จ่ายจากเงินภาษีอากร ซึ่งเป็นรายรับที่ไม่ต้องจ่ายคืน หรือเป็นภาระจ่ายดอกเบี้ยในอนาคต
2. รายได้สาธารณะ
เกณฑ์พิจารณารายได้สาธารณะหรือหนี้สาธารณะ
- รายได้สาธารณะไม่มีพันธะจ่ายคืนในอนาคต แต่หนี้สาธารณะมีพันธะต้องจ่ายคืน
ในอนาคต
- รายรับที่เป็นรายได้หรือเงินกู้มีผลต่างกัน เพราะการจัดเก็บภาษีกับการก่อหนี้
สาธารณะมีผลทำให้การโอนอำนาจซื้อจากภาคราษฎร์มาสู่ภาครัฐ แต่เงินที่โอน
มาให้รัฐมีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชน ภาษีเมื่อจัดเก็บแล้วจะส่งผลกระทบต่อการ
ใช้จ่ายเงินของประชาชนหรือผู้บริโภค
รายได้สาธารณะ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ รายได้ที่เกิดจากภาษีอากรและรายได้อื่น
2.1 รายได้ภาษีอากร
ภาษีอากร ได้แก่ ทรัพย์สินโดยปกติได้แก่เงินตราที่บุคคลถูกบังคับให้บริจาคแก่รัฐ เพื่อรัฐนำไปใช้จ่ายในกิจการทั่วๆไป โดยผู้บริจาคไม่ได้รับประโยชนาตอบแทนเป็นการเฉพาะตัว
ภาษีอากร คือ เงินที่ประชาชนถูกบังคับให้จ่ายแก่รัฐ โดยมิได้มีผลตอบแทนเป็นการเฉพาะตัว
สัญญาประชาคม ในความหมายของรุสโซ หมายถึงประชาชนยอมรับจะปฏิบัติตามกฎหมาย
1. วิวัฒนาการ
1. ในอดีตเก็บภาษีรายหัว เอาตัวบุคคลเป็นฐานการจัดเก็บภาษีฤชุปการ เก็บจากชายอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เก็บเท่ากัน เพราะยุคนั้นมองว่ารัฐเก็บภาษีรายหัว เพราะรัฐให้ความคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน (ความปลอดภัย) ทุกคนมีหน้าที่เสียภาษี
2. ต่อมามนุษย์รู้จักนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น เครื่องจับสัตว์น้ำ ทำให้รายได้แตกต่างกัน สังคมเริ่มแบ่งชนชั้น แนวคิดการเก็บภาษีเปลี่ยนเป็นแตกต่างกันระหว่างชนชั้น มีอัตราภาษีต่างกัน โดยเชื่อว่าเป็นสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี มีการเก็บภาษีจากทรัพย์สิน บุคคลที่มีทรัพย์สินมากจะเสียภาษีมาก นักการคลังเห็นว่าผู้มีทรัพย์สินมากย่อมได้รับประโยชน์จากบริการรัฐมากกว่า ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนบริการที่รัฐจัดให้
3. ปัจจุบันผู้มีทรัพย์สินมากเสียภาษีมาก มิเด้รับบริการจากรัฐมากกว่าผู้เสียภาษีน้อย เพราะนโยบายสร้างสมานฉันท์ในชาติ
ภาษีอากร เน้น ความเป็นธรรม
2.วิธีการจัดเก็บภาษี
ในสมัยแรกภาษีทางตรงไม่มี มีการกำหนดภาษีตายตัวคงที่ เช่น เก็บร้อยละสิบของรายได้ ผู้ใดมีรายได้มากาต้องเสียภาษีมากตามสัดส่วนรายได้ ต่อมามีการหักลดหย่อน จึงเกิดรายได้พึงประเมิน(ก่อนหักลดหย่อน) และรายได้สุทธิขึ้น(หลังจากหักลดหย่อนแล้ว) เป็นการผ่อนภาระของผู้มีรายได้ และเปลี่ยนการเก็บอัตราคงที่เป็นอัตราก้าวหน้าในปัจจุบัน
อัตราภาษีก้าวหน้าเป็นธรรม สามารถอธิบายได้ดังนี้
ทรัพย์สินถ้าเอามาแบ่งให้เท่าๆกัน ในทางเศรษฐศาสตร์ส่วนแรกๆจะมีความสำคัญและอรรถประโยชน์มาก ส่วนหลังๆจึงสามารถแบ่งให้รัฐได้ เพราะมีความจำเป็นน้อย ถือว่าเป็นธรรมในด้านความสามารถเสียภาษี (ทฤษฎีอรรถประโยชน์สุดท้าย) ดังนั้นผู้มีรายได้มากต้องเสียภาษีมากและเสียในอัตราที่สูงกว่าด้วย
การเก็บภาษีให้มีเสถียรภาพมีเงื่อนไขหลายประการ คือ
1. ต้องไม่ได้ผู้เสียภาษีรู้สึกตัว ใช้อัตราต่ำ เก็บบ่อยๆ เก็บให้ทั่วถึง และเปลี่ยนแปลงยึดหยุ่นได้
2. มีความยึดหยุ่น ต้องเพิ่มรายได้ได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมายใหม่ โดยเก็บภาษาตามราคา เช่น ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าบางอย่างที่เกิดจากการบริภาคภายในประเทศ
3. มีความเป็นกลาง การเก็บภาษีต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคหรือผู้เสียภาษีมีผลกระทบ
ภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม
1. ภาษีใดเรียกเก็บจากเงินที่เข้ามาเป็นภาษีทางตรง ผลักภาระภาษีไม่ได้
2. ถ้าเก็บจากการใช้จ่ายเงิน เช่น ซื้อน้ำอัดลม เป็นภาษีทางอ้อม ผลักภาระภาษีได้
วัตถุประสงค์ของภาษี
1. การแทรกแซงด้านประชากร
2. ด้านศิลธรรม
3. ด้านเศรษฐกิจ
4. ด้านการออม
5. ด้านสังคม
ภาษีอากรกระทบต่ออุปสงค์รวม
1. การผลักภาระภาษี
2. ความยึดหยุ่นอุปสงค์อุปทาน
3. ความเข้มแข็งของกลุ่มผลประโยชน์
4. ภาวะทางเศรษฐกิจ
บทบาทของภาษีอากร
1. หารายได้
2. การแทรกแซง
ประเภทภาษี
1. ทางตรง
2. ทางอ้อม
การเก็บภาษีมีผลต่อการซื้อ อำนาจซื้อรวม หมายถึง อำนาจซื้อของแต่ละบุคคลรวมกัน กล่าวคือ บุคคลแต่ละคนมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย เป็นอำนาจซื้อของแต่ละบุคคลที่จะซื้อสินค้าและบริการ เมื่อนำมารวมกันเรียกว่า อำนาจซื้อรวม
รายได้สาธารณะอย่างอื่น
1. รายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินของรัฐ
2. ค่าธรรมเนียมทางปกครอง
3. รายได้ประกอบรัฐวิสาหกิจ
4. ค่าปรับ
ความเป็นอิสระในทางการคลัง
- รัฐวิสาหกิจมีอิสระเก็บเงินไว้จ่ายเองและใช้จ่ายจากรายได้ กำหนดรายจ่ายตามรายได้
- ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระให้เป็นเงินอุดหนุน โดยชี้แจงการใช้จ่ายเพื่อบริหาร
การแยกรายได้รายจ่าย
อดีตรายจ่ายประจำจ่ายจากเงินรายได้ มีการจำแนกรายรับ เพื่อกำหนดประเภทรายได้เป็นรายจ่ายสามัญ ปัจจุบันมีรายจ่ายจากเงินกู้เรียกว่าหนี้สาธารณะ โดยกู้มาจากเงินออม คือเงินที่เหลือจากการบริโภค มีเงื่อนไข
1. ผู้มีเงินออมต้องสมัครใจเอามาให้กู้
2. กึ่งบังคับ
3. ประกันค่าของเงิน

งบประมาณขาดดุลเกินดุล
งบประมาณเป็นเครื่องมือให้เกิดดุลภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประชาชนไม่มีรายได้ ถ้าต้องการเพิ่มอำนาจซื้อรวมทางเศรษฐกิจ ต้องใช้งบประมาณขาดดุล ขณะที่ประชาชนมีอำนาจซื้อสูง รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเกินดุล เพื่อลดอำนาจซื้อรวม
กระบวนการงบประมาณ
1. การเตรียมและเสนองบประมาณ เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหาร
2. การอนุมัติงบประมาณ เป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติ
3. การบริหารงบประมาณ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร
4. การตรวจสอบการใช้งบประมาณ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
การเตรียมและเสนองบประมาณ
การเตรียมงบประมาณ
1. การกำหนดวงเงินงบประมาณประจำปี
1.1 กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายและรายรับ
1.2 กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายงบกลาง
1.3 กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายของแต่ละกระทรวง
2. การกำหนดรายละเอียดงบประมาณ เป็นการกำหนดรายละเอียดประมาณการรายรับและรายจ่าย จัดทำโดยสำนักงบประมาณ
2.1 การจำแนกรายรับ มี 4 ประเภท คือ ภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ การรัฐพาณิชย์ และรายรับอื่นๆ
2.2 กำหนดรายละเอียดของงบประมาณรายจ่าย โดยจำแนกรายละเอียด
2.2.1 งบกลาง
2.2.2 รายจ่ายสำหรับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
2.2.3 รายจ่ายเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
3. จัดทำเอกสารงบประมาณ ประกอบด้วย
3.1 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
3.2 รายงานการคลัง
3.3 รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบ
3.4 เอกสารเกี่ยวกับรายรับ
3.5 เอกสารเกี่ยวกับรายจ่าย มี 2 ส่วน คือ ส่วนแผนงานโครงการ และส่วนที่แจกแจงรายละเอียด
การอนุมัติงบประมาณ
วาระที่ 1 รับหลักการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ
- ตัดทอน เพิ่มเติม งบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ งบกลาง
- พิจารณาคำขอแปรญัตติของ สส.ที่มิได้เป็นกรรมาธิการ
- ทำรายงานเสนอ สส. เพื่อพิจารณา
วาระที่ 2 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเรียงมาตรา
วาระที่ 3 พิจารณาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฯ หรือไม่
การบริหารงบประมาณ มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

การกำหนดแผนปฏิบัติการประจำปี
การขอเงินประจำงวด
การอนุมัติเงินประจำงวด
การโอนหรือเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณ
การก่อหนี้ผูกพัน
การจ่ายเงิน
การลงบัญชี
การวางฎีกาเบิกจ่ายเงิน
การตรวจฎีกา
การอนุมัติฎีกาเบิกจ่ายเงิน
การตรวจสอบ
การตรวจสอบ การควบคุมการบริหารงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยหน่วยงานภายนอก ได้แก่
1. สำนักงบประมาณ
ท อนุมัติเงินประจำงวด
ท กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายจ่าย
ท อนุมัติการโอนงบประมาณรายจ่าย
ท อนุมัติเปลี่ยนแปลงรายจ่าย
2. กระทรวงการคลัง
- กำหนดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน
- ตรวจเอกสารกากรขอเบิกเงินและการก่อหนี้ผูกพัน
- กำหนดและควบคุมระบบบัญชี แบบรายงาน และเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน
- อนุมัติให้กันเงินงบประมาณรายจ่ายไว้เบิกเหลื่อมปี
3. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
- ตรวจสอบ(งบเดือน)
- ตรวจสอบบัญชีที่หน่วยเบิกจ่าย
- ตรวจสอบรายงานการรับจ่ายเงินประจำปีและงบแสดงฐานะการเงินแผ่นดิน
4. คณะรัฐมนตรี อนุมัติโอนงบประมาณรายจ่ายภายในส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เป็นผลให้เพิ่มรายจ่ายประเภทเงินราชการลับ หรือเป็นงานหรือโครงการใหม่
5. รัฐสภา เป็นการติดตามประเมินผลการดำเนินงานโดยตั้งข้อสังเกตไว้แล้วตอนอนุมัติงบประมาณ และให้คณะรัฐมนตรีรายงานข้อสังเกตในชั้นสภาผู้แทนและวุฒิสภา


..................................


แนวข้อสอบ
1. งบประมาณขาดดุล เกินดุล สมดุล มีวิธีการอย่างไร
2. ทำไมขาดดุล จึงเพิ่มการบริโภครวมหรืออำนาจซื้อของประชาชนได้
3. รายจ่ายสาธารณะจะกลับมาเป็นรายได้ของรัฐบาลอย่างไร
4. งบประมาณไม่มีดุลภาพคืออะไร
5. งบประมาณมีกี่แบบ
6. งบประมาณแบบใดส่งผลต่ออำนาจซื้อรวมอย่างไร หนี้สาธารณะก่อให้เกิดรายได้แก่ประชาชนอย่างไร
อ.ปรีชา
รัฐธรรมนูญมาตรา 180 181 พระราชบัญญัติเงินคงคลัง ม.6 7 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา 24 29 ทวิ การโอนเงินระหว่างส่วนราชการเดียวกัน หรือต่างราชการ การเปลี่ยนแปลงรายการ
ดร.อิสระ การจัดทำงบประมาณ 4 ขั้นตอน
ข้อสอบปี 2543
ข้อ 1. งบประมาณเกินดุล และงบประมาณขาดดุลส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อรวม (การบริโภครวม) แตกต่างกัน ในกรณีที่นโยบายการคลังต้องการเพิ่มกำลังซื้อรวม (การบริโภครวม) ต้องใช้งบประมาณแบบใด เพราะเหตุใด
ข้อ 2. ให้ท่านวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังต่อไปนี้
1. หลักการที่ว่า “ฝ่ายบริหาร(คณะรัฐมนตรี) เป็นผู้มีอำนาจจัดทำงบประมาณรายจ่าย ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) เป็นผู้อนุมัติงบประมาณรายจ่าย” นั้น มีความสัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญมาตรา 180 อย่างไร
2. คำวินิจฉัยดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 180 วรรคห้า อย่างไรหรือไม่
3. อย่างไรเป็นการมีส่วนไม่ว่าโดยหรือโดยอ้อม ในการใช้งบประมาณรายาจ่าย มาตรา 180 วรรคหก
ข้อ 3. รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้วางกรอบเกี่ยวกับรูปแบบในการเสนอ และการพิจารณาร่างกฎหมายภาษีอากรประเภทใหม่ หรือร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายภาษีอากรที่ใช้บังอยู่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ข้อ 4. จงอธิบายแนวความคิดและองค์ประกอบของระบบงบประมาณแบบแผนงาน (Program Budgeting)
ข้อสอบปี 2545
ข้อ 1. จงอธิบายกระบวนการบริหารงบประมาณแผ่นดินของไทย
ข้อ 2. คำว่า “ประมาณการรายรับประเภทรายได้ตามอำนาจกฎหมายที่มีอยู่แล้วเป็นจำนวนต่ำกว่างบประมาณการรายจ่ายทั้งสิ้นที่ขอตั้ง” ท่านมีความเข้าใจอย่างไร
การกู้เงินในกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้มีความสัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับการกู้เงินจากต่างประเทศตามกฎหมายพิเศษ มีผลกระทบ ข้อดีข้อเสียต่อกำลังเงินของแผ่นดินและวินัยการงบประมาณและการคลังอย่างไร
ข้อ 3. ในกรณีที่รัฐใช้จ่ายเงินตามงบประมาณจากรายรับประเภทภาษีอากรกับรายรับประเภทเงินกู้ าจะมีผลต่ออำนาจซื้อรวมหรือการบริโภครวมในระบบเศรษฐกิจแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด
ข้อ 4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้วางกรอบเกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากรไว้อย่างไรบ้างหรือไม่ ท่านเห็นว่ากรอบดังกล่าว เหมาะสมดีแล้วหรือควรมีการแก้ไขปรับปรุงประการใดบ้างหรือไม่ เพราะเหตุใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก
L.560
L.561
L.562
L.563
L.564
L.565
L.566
L.567
L.568
L.569
รายชื่อสมาชิก