Make your own free website on Tripod.com
น.566การควบคุมฝ่ายปกครอง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาฯ

บทที่ 1
ความจำเป็นและขอบเขตของการควบคุมฝ่ายปกครอง


1. ความจำเป็นในการควบคุมฝ่ายปกครอง
มิติทางกฎหมายที่เป็นเหตุผลทางทฤษฎีในการควบคุมฝ่ายปกครองมี 3 ลักษณะ คือ
1.1 หลักการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของหลักนิติรัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ จะต้องสามารถควบคุม ตรวจสอบ และยับยั้งซึ่งกันและกันได้ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลกันระหว่างอำนาจ การใช้อำนาจที่จะไปกระทบสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนต้องถูกตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่แสดงว่า “อำนาจมีขอบเขตและมีข้อผูกพันในการใช้อำนาจ ทั้งเป็นการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกบุคคล”
1.2 หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมาย เป็นหลักการย่อยของหลักนิติรัฐ มีข้อเรียกร้องว่าการที่จะบอกได้ว่าการกระทำทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การกระทำดังกล่าวจะต้องสามารถถูกตรวจสอบโดยองค์กรอื่นได้ การควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรภายนอก ทั้งนี้โดยอาศัยเกณฑ์ของกฎหมายเป็นเกณฑ์สำหรับการตรวจสอบ
1.3 หลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นหลักการย่อยของหลักนิติรัฐ รัฐเสรีประชาธิปไตยต่างยอมรับความเป็นอิสระของปัจเจกบุคคล การแทรกแซงในสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลโดยอำนาจรัฐ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาให้อำนาจกระทำการดังกล่าว การควบคุมตรวจสอบหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอาจจะเป็นการควบคุมภายในฝ่ายปกกครองหรือเป็นการควบคุมโดยองค์กรภายนอกก็ได้
2. ขอบเขตการควบคุมฝ่ายปกครอง แยกพิจารณาได้ 2 ประการ
2.1.วัตถุแห่งการควบคุม แยกได้เป็น 3 ประการ
2.1.1 การควบคุมเหนือการกระทำ ในขอบเขตของกฎหมายมหาชน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
ปฏิบัติการทางปกครอง ซึ่งไม่มีปัญหาในเรื่องความสมบูรณ์ของการกระทำ แต่จะมีปัญหาเพียงว่าปฏิบัติการทางปกครองนั้นจะเป็นการละเมิดหรือไม่ ซึ่งจะไม่สัมพันธ์กับการกระทำในทางกฎหมาย
การกระทำในทางกฎหมาย เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยเจตจำนงของบุคคลธรรมดา ซึ่งกระทำการในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่แทนรัฐ กระทำการในลักษณะที่เรียกว่าเป็นการกระทำในทางกฎหมาย ซึ่งอาจแยกออกเป็น
ก. การกระทำในทางกฎหมายที่เป็นความสัมพันธ์ภายใน
นามธรรมทั่วไป หมายถึง ระเบียบภายในฝ่ายปกครอง เช่น หนังสือเวียนเรื่องการตีความกฎหมายในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฯลฯ
รูปธรรม (เฉพาะราย) หมายถึง คำสั่งภายในฝ่ายปกครอง เช่น คำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ ราชการ คำสั่งลงโทษข้าราชการ ฯลฯ
ข. การกระทำในทางกฎหมายที่เป็นความสัมพันธ์ภายนอก
นามธรรม-ทั่วไป หมายถึง กฎหมายลำดับรอง
รูปธรรม-ทั่วไป หมายถึง คำสั่งทั่วไปทางปกครอง
รูปธรรม -เฉพาะราย แยกเป็น
การกระทำฝ่ายเดียว หรือเรียกว่า คำสั่งทางปกครอง
การกระทำสองฝ่าย หรือเรียกว่า สัญญาทางปกครอง
2.1.2 การควบคุมเหนือตัวบุคคล เป็นเครื่องมือประการหนึ่งที่ทำให้การควบคุมเหนือการกระทำ สามารถบรรลุความมุ่งหมายของผู้มีอำนาจในการควบคุมได้ แบ่งออกเป็น
2.1.2.1 การควบคุมเหนือตัวบุคคลโดยองค์กรภายในฝ่ายปกครอง แบ่งออกเป็น
ก. การควบคุมเหนือตัวบุคคลตามหลักการรวมอำนาจ คือ การควบคุมโดยผู้มีอำนาจบังคับบัญชา จะอาศัยเรื่องวินัยเป็นเครื่องมือ
ข. การควบคุมเหนือตัวบุคคลโดยหลักการกระจายอำนาจ หรือหลักการควบคุมกำกับ ซึ่งขอบเขตย่อมเป็นไปตามกฎหมายในเรื่องนั้น
2.1.2.2 การควบคุมเหนือตัวบุคคลโดยองค์กรภายนอกฝ่ายปกครอง หมายถึง การควบคุมโดยองค์กรพิเศษ เช่น การควบคุมโดยคณะกรรมการ ปปช.
2.2 วัตถุประสงค์ของการควบคุม แยกได้ 3 ประการ คือ
2.2.1 การควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย เป็นศูนย์กลางของการควบคุมฝ่ายปกครอง เพราะหลักการกระทำทางปกครอง ต้องชอบด้วยกฎหมาย เป็นหลักการพื้นฐานที่มีผลต่อการควบคุมฝ่ายปกครอง ซึ่งทุกลักษณะสามารถควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายปกครองได้ มีเกณฑ์พิจารณาได้ 2 หลักเกณฑ์ คือ
ก. ความชอบด้วยกฎหมายในทางวิธีสบัญญัติหรือในทางรูปแบบ โดยพิจารณาเกณฑ์ในเรื่อง
1. อำนาจหน้าที่(เนื้อหา พื้นที่)
2. กระบวนการ(หลักการยื่นคำร้อง รับฟังความบุคคลที่เกี่ยวข้อง หลักปรึกษาหารือ
หรือขอความเห็นจากหน่วยงานอื่น)
3. รูปแบบของการกระทำ
4. หลักการให้เหตุผล
ข. ความชอบด้วยกฎหมายในทางสารบัญญัติหรือในทางเนื้อหา คือ
1. คำสั่งทางปกครองต้องไม่ขัดแย้งกับกฎหมายแม่บท
2. กฎหมายที่ให้อำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย
3. ไม่มีข้อบกพร่องในการใช้ดุลพินิจ(เกินขอบเขต ไม่ใช่ ขัดวัตถุประสงค์ ละเมิดสิทธิ)
4. สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สมพอสมควรแก่เหตุ หรือหลักความได้สัดส่วน
5. หลักความแน่นอนชัดเจนว่า ใครคือผู้รับคำสั่ง และเจ้าหน้าที่ประสงค์จะให้ผู้รับคำสั่ง
กระทำการหรือไม่กระทำการใด
6. เงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายในกรณือื่นๆ
2.2.2 การควบคุมความเหมาะสม หรือการควบคุมความชอบด้วยวัตถุประสงค์ เป็นการควบคุมเฉพาะในส่วนของผลของกฎหมายเท่านั้น แยกเป็น 2 ส่วน คือ องค์ประกอบของกฎหมาย และผลของกฎหมาย แต่จะตรวจสอบได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดผลของกฎหมายไว้มากกว่าหนึ่งทางเลือก ซึ่งแยกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
ก. ผลของกฎหมายที่มีลักษณะผูกพันเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น การขอใบอนุญาต หากผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่ถูกผูกพันโดยผลของกฎหมายที่จะต้องออกใบอนุญาตให้
ข. ผลของกฎหมายที่มีลักษณะกำหนดให้เจ้าหน้าที่เลือกผลอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมได้ ซึ่งเรียกว่า ดุลพินิจ ที่จะเลือกมาตรการที่กฎหมายกำหนดให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงในกรณีนั้นๆ
การควบคุมความเหมาะสม เป็นการควบคุมที่จำกัดอยู่เฉพาะกรณีของผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมความเหมาะสมจากการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชาได้
2.2.3 การควบคุมประสิทธิภาพ มีความมุ่งหมายเพื่อให้การดำเนินภารกิจของฝ่ายปกครองบรรลุมุ่งหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การควบคุมประสิทธิภาพจึงอาจเป็นการควบคุมเหนือตัวบุคคล หรือเหนือการกระทำได้ เช่น พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน หมวดว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย เป็นการควบคุมประสิทธิภาพหเหนือตัวบุคคล หรือการออกระเบียบกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการต่างๆแก่เจ้าหน้าที่ เป็นการควบคุมเหนือการกระทำ ฯลฯ

บทที่ 2
ระบบการควบคุมฝ่ายปกครอง


แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ การควบคุมฝ่ายปกครองแบบป้องกัน และแบบแก้ไข
2.1 การควบคุมฝ่ายปกครองแบบป้องกัน หมายถึง การควบคุมฝ่ายปกครองก่อนที่จะมีการกระทำทางปกครอง แยกได้ 2 ลักษณะ คือ
2.1.1 การควบคุมโดยองค์กรของรัฐ
1. การควบคุมโดยองค์กรของรัฐที่มีอำนาจทั่วไป ได้แก่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเข้าไปมีส่วนในการควบคุมฝ่ายปกครองได้ 2 ลักษณะ คือ
1.1 ตรวจสอบร่างกฎหมายต่างๆ ตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย (ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายแม่บท)
1.2 การให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ การควบคุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา มีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างฝ่ายปกครองกับประชาชน โดยการตรวจสอบร่างกฎหมายหรือการให้ความเห็นทางกฎหมายในขอบเขตทั่วไป มิได้จำกัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ
2. การควบคุมโดยองค์กรของรัฐที่มีอำนาจเฉพาะเรื่อง ในการจัดองค์กรฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติฉบับต่างๆ มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินั้นๆ ให้มีอำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นทางกฎหมาย หรือเป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษาแก่องค์กรฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินั้นๆ เช่น
คณะกรรมการควบคุมอาคาร ที่ตั้งขึ้นตาม พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีอำนาจาหน้าที่ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะมีการตรากฎหมายลำดับรอง หรือการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือให้คำปรึกษาแนะนำแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นในการปฏิบัติตาม พรบ. เป็นการก่อให้เกิดผลในเชิงป้องกัน ช่วยมิให้เกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าพนักงานท้องถิ่นกับประชาชน
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
2.2.2. การควบคุมโดยประชาชน
1. ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง มี 3 วิธี คือ
1.1 วิธีการโต้แย้ง โดยถือหลักว่า บุคคลที่อาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของฝ่ายปกครอง ย่อมมีสิทธิโต้แย้งเพื่อป้องกันสิทธิของตน ถือเป็นหลักกฎหมายทั่วไป กำหนดไว้ใน พรบ.วิธีปฏิบัติฯ มาตรา 30
1.2 การปรึกษาหารือ โดยผ่านทางตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบ เพื่อฝ่ายปกครองได้เก็บข้อมูลต่างๆ ไปประกอบการวินิจฉัยสั่งการ เป็นการควบคุมในเชิงป้องกัน
1.3 การไต่สวนสาธารณะ เป็นกระบวนการสอบถามผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงที่มีจำนวนมาก เพื่อจำกัดขอบเขตของความเสียหายหรือให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และรัฐต้องวางตัวเป็นกลางในการรับฟังประชาพิจารณ์
2. ให้ประชาชนรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เป็นรากฐานของแนวคิดทางประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง ท้ายสุดจะกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีฐานกฎหมาย 2 ฉบับ คือ
2.1 พรบ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้
2.2 พรบ.วิธีปฏิบัติฯ ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างด้าว ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย อาจเป็นคู่กรณีตามนัยของ พรบวิธีปฏิบัติฯ มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลได้
3. พรบ.วิธีปฏิบัติฯ มาตรา 37 การบังคับต้องให้เหตุฃลในการออกคำสั่งทางปกครอง ถือเป็นหลักประกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะเป็นการประกันว่าเรื่องนั้นๆ จะได้รับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างรอบคอบ การต้องให้เหตุผลในการออกคำสั่ง เป็นการตัดการใช้อำนาจตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลักการนี้สัมพันธ์กับหลักการกระทำทางปก่ครองต้องชอบด้วยกฎหมาย
จุดมุ่งหมายของการให้เหตุผล มี 3 ประการ
ก. เพื่อให้คู่กรณีตรวจสอบความมีเหตุผลของคำสั่งทางปกครองได้
ข. เพื่อการควบคุมตรวจสอบภายในฝ่ายปกครองว่า การใช้เหตุผลของเจ้าหน้าที่ในชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร
ค. เพื่อการควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรศาล เฉพาะความชอบด้วยกฎหมายในแง่เนื้อหา
2.2 การควบคุมฝ่ายปกครอบแบบแก้ไข เป็นการควบคุมหลังจากมีคำสั่งทางปกครองออกไปแล้ว แยกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ
2.2.1 การควบคุมภายในฝ่ายปกครอง ที่สำคัญ 3 เรื่อง คือ
(1) การควบคุมบังคับบัญชาและควบคุมกำกับดูแล มีความแตกต่างระหว่างกันอยู่ 7 ประการ คือ
1. หลักการปกครอง การควบคุมบังคับบัญชามาจากหลักการรวมอำนาจ แต่การกำกับดูแลมาจากหลักการกระจายอำนาจ
2. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ควบคุมและผู้ถูกควบคุม การบังคับบัญชาเป็นความสัมพันธ์ภายในนิติบุคคลเดียวกัน ส่วนการกำกับดูแลเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองนิติบุคคล
3. ที่มาของอำนาจในการควบคุม การบังคับบัญชาเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไป ผู้บังคับบัญชาสามารถควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสมอ แม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ยกเว้นการลงโทษ แต่การกำกับดูแลต้องมีกฎหมายบัญญัติอย่างชัดแจ้ง
4. ขอบเขตของการควบคุม การบังคับบัญชาควบคุมได้ทั้งความชอบด้วยกฎหมายทั้งในรูปแบบ เนื้อหา ความเหมาะสม การใช้ดุลพินิจ แต่การกำกับดูแล ควบคุมได้เฉพาะความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมความเหมาะสมของการกระทำได้
5. การควบคุมเหนือการกระทำ การบังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชามีอำนาจในการสั่งการ ให้คำแนะนำ เพิกถอนการกระทำ เปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้ใต้บังคับบัญชา อำนาจในการสอดเข้าไปใช้อำนาจกระทำการแทน ส่วนการควบคุมกำกับดูแล ผู้มีอำนาจมีอำนาจเพิกถอนการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
6. การควบคุมเหนือตัวบุคคล การบังคับบัญชามีอำนาจเหนือตัวบุคคลในการแต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้นเงินเดือน ลงโทษวินัย แต่การกำกับดูแล ถ้ามาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจถอดถอนออกจากตำแหน่งเท่านั้น ถ้ามาจากการแต่งตั้งมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอน
7. สถานะของคำสั่งที่ควบคุม การบังคับบัญชาเป็นคำสั่งภายในฝ่ายปกครอง ยกเว้นคำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นคำสั่งทางปกครอง การกำกับดูแล คำสั่งในการควบคุมกำกับดูแลถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอาจถูกโต้แย้งไปศาลปกครองได้เสมอ
(2) การอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครอง
ก. อุทธรณ์ตามกฎหมายเฉพาะ ซึ่งจะกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะแตกต่างกันไป มีการกำหนดผลการวินิจฉัยไว้ ซึ่งอาจกำหนดให้เป็นที่สุด หรือให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด
ข. อุทธรณ์ตามกฎหมายกลาง พรบ.วิธีปฏิบัติฯ มาตรา 44 ให้อุทธรณ์ต่อผู้มีคำสั่งภายใน 15 วัน มาตรา 45 วรรคแรก ให้อุทธรณ์ต่อผู้พิจารณาภายใน 30 วัน มาตรา 45 วรรคสอง ถ้าผู้มีคำสั่งไม่เห็นด้วยก็จะส่งเรื่องต่อให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาอุทธรณ์ต่อไป (ภายใน 30 วัน ต่อเวลาได้อีก 30 วัน
(3) การควบคุมโดยคณะกรรมการวินิจฉัจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท สรุปจากหลักเกณฑ์ของฝรั่งเศสและอังกฤษ ได้ 2 หลัก คือ
1. หลักเกณฑ์ทางด้านองค์กรและวิธีพิจารณา
ก. ต้องเป็นองค์กรกที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายและมีความเป็นอิสระ
ข. องค์ประกอบของคณะกรรมการต้องเป็นองค์กรกลุ่ม
ค. มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท มิใช่เป็นการให้ความเห็นทางกฎหมาย
ง. มีวิธีพิจารณาคดีสำหรับวินิจฉัยข้อพิพาท
2. หลักเกณฑ์ด้านอำนาจหน้าที่
ก. วินิจฉัยข้อพิพาทที่เกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองทั่วไป
ข. ชี้ขาดในเรื่องวินัย
ค. ชี้ขาดในเรื่องวิชาชีพ
ประเทศไทย มีหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งองค์กร
1. ต้องมีลักษณะเป็นองค์กลุ่มหรือคณะบุคคล
2. จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย (ไม่ต่ำกว่าระดับ พรบ. เพื่อป้องกันฝ่ายบริหารแทรกแซง)
3. มีความเป็นอิสระ
4. มีวิธีพิจารณา
5. มีสภาพบังคับในตัวเอง
6. มีภารกิจในการวินิจฉัยข้อพิพาท
หลักเกณฑ์ด้านวิธีพิจารณา คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของไทยจะมีเพียงบางคณะกรรมการเท่านั้นที่มีวิธีพิจารณา คณะกรรมการฯ จึงต้องคำนึงถึงหลักใน พรบ.วิธีปฏิบัติฯ ได้แก่ หลักการไต่สวน หลักความเป็นกลาง หลักการให้สิทธิโต้แย้ง หลักการรับฟังความจากทุกฝ่าย การจัดทำคำวินิจฉัย โดยจะถือว่าคณะกรรมกากรฯ นี้เปรียบเสมือนศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งจะไม่เชื่อมกับมาตรา 11 พรบ.จัดตั้งศาลปกครอง ที่กำหนดว่า “ที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลสูงจะประกาศกำหนดให้คดีพิอพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมกากรวินิจฉัยข้อพิพาท อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลสูง”
2.2.2 การควบคุมโดยองค์กรภายนอก
2.2.2.1 การควบคุมโดยองค์กรภายนอกที่ไม่ใช่องค์กรตุลาการ ได้แก่
ก. ควบคุมโดยรัฐสภา ได้แก่
1. การขอเปิดอภิปราย เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือการเปิดอภิปรายโดยไม่มีการลงมิของวุฒิสภา
2. การตั้งกระทู้ถาม
3. การตั้งคณะกรรมาธิการ
4. การถอดถอนออกจากตำแหน่ง (รัฐธรรมนูญ มาตรา 303)
ข. ควบคุมโดยองค์กรอื่น
- องค์กรภายนอกที่มีอำนาจทั่วไป เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
- องค์กรภายนอกที่มีอำนาจเฉพาะเรื่อง เช่น คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร
2.2.2.2 การควบคุมฝ่ายปกครองโดยองค์กรตุลาการ
ภาค 2
การควบคุมฝ่ายปกครองโดยองค์กรตุลาการ


บทที่ 2


รูปแบบการจัดโครงสร้างองค์กรตุลาการ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
1. กลุ่มประเทศที่มีศาลปกครองแยกจากศาลยุติธรรม เช่น เยอรมัน ใช้ระบบศาลคู่ มีการแยกองค์กรตุลาการที่ควบคุมฝ่ายปกครองและวินิจฉัยคดีปกครองออกต่างหากจากศาลยุติธรรม
2. กลุ่มประเทศที่มีสภาแห่งรัฐ (Conseil d’Etat) ใช้ระบบศาลคู่
3. กลุ่มประเทศที่ให้ศาลยุติธรรมพิจารณาการกระทำของฝ่ายปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น อังกฤษ อเมริกา ใช้ระบบศาลเดี่ยว
ระบบศาลคู่ ต้องแยกพิจารณารายละเอียด
ฝรั่งเศส มีระบบสภาแห่งรัฐ เป็นศาลปกครองสูงสุด ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครอง และให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่รัฐบาลด้วย
เยอรมัน มีศาลปกครองสูงสุด ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองอย่างเดียว
ข้อดี 1. ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกอำนาจ
2. มีผู้ชำนาญการเฉพาะ
ข้อเสีย 1. ไม่มีผู้พิพากษาที่มีความชำนาญเฉพาะ
2. มีการแบ่งแยกอำนาจ
ประเทศไทย ใช้ระบบศาลคู่ โดยศาลปกครองสูงสุดยึดแนวทางของฝรั่งเศส คือ สภาแห่งรัฐ แต่ไม่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่รัฐบาล


บทที่ 3
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์


ฝรั่งเศส สภาแห่งรัฐ (Conseil d’Etat) เป็นสถาบันที่มีความสำคัญที่สุด ในการพัฒนาการควบคุมฝ่ายปกครอง มีวิวัฒนาการยาวนาน ต้นกำเนิดมีที่มาจากกากรปฏิรูปสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์(Conseil du Roi) ราวศตวรรษที่ 17 การให้สภาที่ปรึกษากษัตริย์วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางปกครอง ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับศาลยุติธรรม (le Parlement) ศาลยุติธรรมต้องการอำนาจไว้
คศ.1691 มีการตรากฎหมายห้ามศาลยุติธรรมตัดสินข้อพิพาทเกี่ยวกับรัฐ การเมือง การปกครอง สภาพการณ์ชัดเจนในปี คศ.1789 เกิดปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส คณะปฏิวัติได้กฎหมายห้ามศาลยุติธรรมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับฝ่ายปกครองโดยเด็ดขาดไม่ว่าในกรณีใดๆ ทำให้ฝ่ายปกครองมีอำนาจมาก เพราะไม่ถูกตรวจสอบในทางตุลาการ
คศ.1799 นโปเลียน ได้ตั้งคณะที่ปรึกษาเรียกว่า Conseil d’Etat ทำหน้าที่เสนอแนะประมุขของรัฐเกี่ยวกับข้อพิพาทในทางปกครอง โดยในทางปฏิบัติ ประมุขของรัฐจะสั่งการตามความเห็นของ Conseil d’Etat
คศ.1849 ได้ตรากฎหมายกำหนดให้ Conseil d’Etat วินิจฉัยคดีปกครองในชั้นที่สุด แม้ว่าต่อมามีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แต่ในปี คศ.1872 ได้มีการแก้กฎหมายให้ Conseil d’Etat กลับมามีอำนาจชี้ขาดคดีปกครองอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่า Conseil d’Etat มีฐานะเสมือนศาลปกครองเป็นต้นมา
คศ.1953 ฝรั่งเศสได้จัดตั้งศาลปกครองชั้นต้น เพื่อแบ่งเบาภาระ Conseil d’Etat
คศ.1989 ได้จัดตั้งศาลปกครองชั้นอุทธรณ์เพื่อกลั่นกรองคดีขึ้นสู่ Conseil d’Etat
อาจกล่าวได้ว่า องค์กรวินิจฉัยคดีปกครองโดยสภาแห่งรัฐ ได้เกิดขึ้นที่องค์กรวินิจฉัยชี้ขาดสูงสุดก่อน ต่อมาจึงได้เกิดองค์กรวินิจชีขาดในระดับล่างภายหลัง
เหตุผลเพราะในปี คศ.1789 เกิดการล้มล้างระบบกษัตริย์ ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมส่วนใหญ่เป็นพวกขุนนาง เป็นตัวแทนกษัตริย์ หากยกเลิกจะไม่มีผู้พิจารณาคดี
ผู้ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคดีปกครอง ไม่มีฐานะเป็นผู้พิพากษา แต่มีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือน โดยได้รับการประกันความเป็นอิสระโดยกฎหมายจารีตประเพณี
อนึ่ง กฎหมายฝรั่งเศสเป็น Case Law ในระบบ Civil Law เวลาอ้างหลัวกกฎหมายและคำวินิจฉัยของ Conseil d’Etat ต้องตรวจสอบบริบทเป็นสำคัญ
เยอรมัน ในตอนต้น ข้อพิพาททางปกครองจะได้รับการวินิจฉัยโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเอง จนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 19 มีเสียงเรียกร้องให้ศาลเป็นกลางและเป็นอิสระจากฝ่ายปกครอง มาทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครอง
ศาลปกครองเกิดจากจากการถกเถียงรูปแบบของศาล ที่จะเข้ามาตรวจสอบควรเป็นอย่างไรในทางทฤษฎี ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า การาตรวจสอบควรเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม ด้วยเหตุผลว่าศาลยุติธรรม ควรมีอำนาจคุ้มครองเอกชนจากการละเมิดสิทธิทุกกรณี ไม่ว่าการถูกล่วงละเมิดสิทธินั้น จะเกิดจากการกระทำของเอกชนด้วยกันเองหรือฝ่ายปกครอง (Otto Bahr) เน้นคุ้มครองสิทธิ เพราะมีหลักกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง กำหนดนิติวิธีไว้
แต่อีกฝ่ายเห็นว่า ศาลยุติธรรมหรือศาลธรรมดาไม่เหมาะสมกับการตรวจสอบฝ่ายปกครองหรือปรับใช้กฎหมายมหาชน เนื่องจากการละเมิดในทางกฎหมายมหาชนมีลักษณะแตกต่างจากกฎหมายเอกชน มีหลักในการคิด ตีความแตกต่างออกไป จึงควรให้ศาลอีกระบบหนึ่งที่มีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำฝ่ายปกครอง (Rudolf un Gneist) เน้นความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำฝ่ายปกครอง
ในแง่ภารกิจหลัก ศาลปกครองมุ่งการคุ้มครองสิทธิเอกชนที่ถูกละเมิดโดยฝ่ายปกครอง โดยเข้ามาดำเนินการวินิจฉัยชี้ขาด
คศ.1871 จัดตั้งอาณาจักรเยอรมัน มลรัฐได้จัดตั้งศาลปกครองแห่งมลรัฐ (Baden) เป็นครั้งแรก ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในสมัยนาซีเรืองอำนาจ ได้จัดตั้งศาลปกครองสูงสุดแห่งอาณาจักรเยอรมัน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเลิกศาลปกครองสูงสุดแห่งอาณาจักรเยอรมัน และจัดตั้งศาลปกครอง 3 ชั้น คือ ศาลปกครองแห่งสหพันธ์ ศาลปกครองแห่งมลรัฐ และศาลปกครองชั้นต้น ปัจจุบัน เยอรมันมีระบบศาล 5 ระบบ คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน และศาลสังคม (ประกันสังคม)
ประเทศไทย เอารูปแบบฝรั่งเศส แต่ภารกิจแบบเยอรมัน เดิมคณะกรรมการกฤษฎีกา มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ผู้เสียหาย ถ้าไม่พอใจคำวินิจฉัยของฝ่ายปกครอง สามารถเลือกร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการฯ หรือฟ้องศาลยุติธรรมได้ จึงไม่มีการพัฒนาเหมือนสภาแห่งรัฐ


บทที่ 4
ภารกิจและเขตอำนาจ


ฝรั่งเศส จะใช้หลักการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองเป็นภารกิจหลัก ถ้าไม่ชอบก็สั่งเพิกถอน แต่ไม่มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ออกคำสั่ง (ใบอนุญาต) ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ยังไม่ออกคำสั่งที่ชอบในทางกฎหมาย ฝรั่งเศสจะแก้ปัญหาโดยการฟ้องละเมิด โดยศาลจะกำหนดค่าเสียหายให้อย่างสูง
เยอรมัน ภารกิจคือ การคุ้มครองสิทธิของปัจเจกชน โดยการล่วงละเมิดของฝ่ายองค์กรเจ้าหน้าที่ ทำให้อำนาจการฟ้องคดีแคบกว่าในระบบของฝรั่งเศส คือ เฉพาะผู้ถูกกระทบสิทธิเท่านั้น ศาลจึงมีอำนาจบังคับการตามสิทธิเรียกร้องได้ และผู้ฟ้องสามารถขอให้ศาลปกครองออกคำสั่งทางปกครองได้


บทที่ 5
ประเภทคำฟ้อง


การจัดองค์การและวิธีพิจารณาความ
4.1 การจัดองค์การ
ฝรั่งเศส มีศาลปกครองชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และสภาแห่งรัฐ เป็นศาลปกครองสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นศาลปกครองทั่วไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีองค์กรซึ่งทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางปกครองพิเศษในรูปคณะกรรมการ ซึ่งบางองค์กรอาจถือได้ว่าเป็นศาลปกครองพิเศษ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ซึ่งอยู่ในรูปแบบศาลปกครองพิเศษ หรือองค์กรกึ่งตุลาการ สามารถอุทธรณ์ไปยังสภาแห่งรัฐได้
เยอรมัน มีศาลปกครอง 3 ระดับ เช่นเดียวกับฝรั่งเศส คือ ศาลปกครองชั้นต้น ศาลปกครองแห่งมลรัฐ และศาลปกครองแห่งสหพันธ์ มีอำนาจวินิจฉัยคดีปกครองทุกกรณี เว้นแต่กฎหมายบัญญัติเป็นกรณีพิเศษให้ศาลอื่นมีเขตอำนาจ เช่น ศาลภาษีอากร หรือศาลสังคม(ประกันสังคม) ซึ่งถือเป็นศาลปกครองเฉพาะ แยกออกไปเป็นระบบศาลต่างหาก
ประเทศไทย มีศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด
4.2 กระบวนพิจารณาความ
ฝรั่งเศสและเยอรมัน มีข้อแตกต่างของหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความ ดังนี้
ก. หลักการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครอง ในฐานะเป็นเงื่อนไขของการฟ้องคดีปกครอง
ฝรั่งเศส ผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการทางปกครอง สามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองก่อน
เยอรมัน ผู้ถูกละเมิดจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และถือเป็นเงื่อนไขของการฟ้องคดีปกครอง ถ้าไม่ได้อุทธรณ์ ศาลปกครองจะยกฟ้อง โดยไม่ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี
ประเทศไทย เดินตามแนวเยอรมัน ซึ่งจะต้องอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองก่อน
ข. หลักการคุ้มครองชั่วคราว
ฝรั่งเศส การอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยทางปกครอง หรือการฟ้องคดีปกครอง ไม่มีผลทำให้นิติกรรมทางปกครองสิ้นผลชั่วคราว ซึ่งโจทก์ในคดีอาจยื่นคำร้องขอให้ศาลระงับการบังคับตามคำสั่งทางปกครองได้ เนื่องจากฝรั่งเศสเน้นประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ
เยอรมัน การอุทธรณ์โต้แย้งนิติกรรมทางปกครองในฝ่ายปกครอง หรือการฟ้องคดีต่อศาลปกครองมีผลให้นิติกรรมทางปกครองสิ้นผลชั่วคราว เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดให้มีผลต่อไป เยอรมันเน้นการคุ้มครองสิทธิมนุษย์ชน
ประเทศไทย การอุทธรณ์โต้แย้ง ไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับ ต้องร้องขอไปต่างหาก
4.3 รูปแบบคำฟ้อง
ฝรั่งเศส รูปแบบคำฟ้อง มี 2 ประเภทใหญ๋ๆ คือ คำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมฝ่ายเดียวทางปกครอง และคำฟ้อง(คำฟ้องที่ศาลมีอำนาจเต็ม)เรียกให้ฝ่ายปกครองชดใช้เงิน ผู้ฟ้องจะต้องร้องขอให้ฝ่ายปกครองวินิจฉัยคำร้อง หรือขอให้ฝ่ายปกครองกำหนดค่าเสียหายก่อน เมื่อไม่พอใจจึงฟ้องต่อศาลปกครอง
เยอรมัน คำฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาความปกกครอง อาจแยกได้เป็น
- คำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมทางปกครอง
- คำฟ้องขอให้ผ่ายปก่ครองออกนิติกรรมทางปก่ครอง
- คำฟ้องขอให้ผ่ายปกครองระงับการปฏิบัติทางปกครอง
- คำฟ้องขอให้วฝ่ายปกครองอำเนินการ
- คำฟ้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกฎหมายลำดับรอง
4.4 อำนาจของผู้พิพากษาในการตรวจสอบดุลพินิจทางปกครอง
ฝรั่งเศส หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับอำนาจผู้พิพากษาฯ เป็นหลักที่เกิดจากคำพิพากษาของศาลปกครอง โดยศาลปกครองฝรั่งเศสจะใช้หลักแห่งความได้สัดส่วนเฉพาะในบางกรณีเท่านั้น
เยอรมัน เป็นหลักกฎหมายที่พัฒนาโดยฝ่ายตำราหรือฝ่ายวิชาการ
โดยหลักแล้ว อำนาจในการตรวจสอบดุลพินิจทางปกครองของผู้พิพากษาทั้งในฝรั่งเศสและเยอรมันคล้ายคลึงกัน
ศาลฝรั่งเศสและเยอรมันจะเพิกถอนคำวินิจฉัยทางปกครอง ถ้าปรากฏว่า การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด หรือใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ หรือบิดเบือน ซึ่งศาลเยอรมันจะตรวจสอบการใช้ดุลพินิจที่เข้มงวดกว่าศาลฝรั่งเศส เนื่องจากใช้หลักพอสมควรแก่เหตุในทุกกรณี
ประเทศไทย ใช้ระบบศาลคู่ เป็นระบบศาลปกครอง โดยศาลปกครองสูงสุดของไทย ยึดแนวทางของฝรั่งเศส คือ สภาแห่งรัฐ
พัฒนาการของคณะกรรมการกฤษฎีกาของไทย ซึ่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ผู้เสียหายถ้าไม่พอใจคำวินิจฉัยของฝ่ายปกครอง สามารถที่จะเลือกวิธีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการฯ หรือนำคดีไปฟ้องศาลยุติธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอำนาจผูกขาดในการชี้ขาดคดีปกครองไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา แต่อยู่ที่ศาลยุติธรรมด้วย จึงไม่มีพัฒนาการแบบสภาแห่งรัฐของฝรั่งเศส
หลักการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครอง ระบบของประเทศไทยเดินตามแนวเยอรมัน คือ ต้องอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองก่อน จึงจะมีสิทธินำคดีไปฟ้องศาลปกครอง
หลักการคุ้มครองคู่ความชั่วคราว ประเทศไทยเดินตามแนวฝรั่งเศส คือ การอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่ง ไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับ ต้องขอไปต่างหาก
อำนาจการฟ้องคดี ประเทศไทยเดินตามแนวฝรั่งเศส คือ ผู้ฟ้องคดีจะใช้หลักผู้เดือดร้อนเสียหายตามมาตรา 9(1) พรบ.จัดตั้งศาลปกครอง และผู้ถูกกระทบสิทธิ ตามมาตรา 9(3) (4) และตาม มาตรา 42 ใช้คำว่าผู้เดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย
ประเภทคำฟ้องที่ศาลมีอำนาจเต็ม คือ ศาลไม่เพียงแต่เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเท่านั้น แต่มีอำนาจบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย เช่น กำหนดค่าเสียหาย ระบบกฎหมายไทยสามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอให้ฝ่ายปกครองกำหนดค่าเสียหายก่อน
ประเภทคำฟ้อง
1. คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองหรือกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2. คดีฟ้องเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำใด มาตรา 9วรรคหนึ่ง (1) และ มาตรา 72
3. คดีเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ มาตรา 72
4. คดีเกี่ยวกับการละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
5. คดีเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่น
6. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
7. คดีที่มีกฏฎหมายกำหนดใหส้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาล เพือบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำการ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (5)
8. คดีที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตของสาลปกครอง มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (6)
เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง
1. ต้องเป็นคำฟ้องที่มีสาระครบถ้วนตามที่ระบุในมาตรา 45
2. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ฟ้อง
3. ต้องได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนครบขั้นตอนแล้ว ตามมาตรา 42 วรรคสอง
4. เป็นคำฟ้องที่จำเป็นต้องมีคำบังคับตามมาตรา 72
5. ต้องเป็นคำฟ้องที่ชำระค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้อง
6. ต้องเป็นคำฟ้องที่ไม่ขาดอายุความ
7. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมาย
8. ต้องมีคำสั่งทางปกครองหรือกฎในเรื่องที่มีการฟ้องคดี
9. ต้องไม่เป็นการฟ้องซ้อน ฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง
ก. กระบวนพิจารณาในศาลปกครอง
1. การเสนอคำฟ้อง
1) ต้องเป็นคดีปกครอง และต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง
2) ต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ
3) ต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการที่กำหนดไว้และยื่นโดยถูกวิธี
4) ผู้ฟ้องคดีจะต้องเป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมาย
5) ผู้ฟ้องคดีจะต้องเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 276 และ พรบ.จัดตั้งฯ มาตราห 42
6) ต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
7) ก่อนฟ้องคดีปกครองต้องดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กำหนดไว้
8) การชำระค่าธรรมเนียมศาล กรณีขอให้ศาลสั่งใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน
9) ต้องมีการออกคำสั่งหรือกฎแล้ว
10) ต้องเป็นคำฟ้องที่สามารถออกคำบังคับได้
11) การฟ้องคดีปก่ครองจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
2. การตรวจคำฟ้อง ดำเนินการ 2 ชั้น
1) เบื้องต้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลจะต้องตรวจคำฟ้องที่ยื่นว่ามีรายการครบถ้วนหรือไม่ หากคำฟ้องมีรายการไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจน พนักงานเจ้าหน้าที่แนะนำให้ผู้ฟ้องแก้ไข หากไม่แก้ไข เจ้าหน้าที่ต้องรับคำฟ้องไว้ จะปฏิเสธไม่ได้ ต้องออกใบรับให้ผู้มายื่น และลงทะเบียนคดีในสารบบความ หลังจากนั้นเสนออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นเพื่อจ่ายสำนวนคดีต่อไป
2) อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นเป็นผู้จ่ายสำนวนคดีให้องค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญในประเภทคดีนั้นๆ หรือองค์คณะที่รับผิดชอบตามพื้นที่ ถ้าไม่มี ให้จ่ายสำนวนคดีโดยวิธีการที่ไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้าว่าจะจ่ายสำนวนใหส้แก่องค์คณะใด ห้ามเรียกคืนคดีที่ได้จ่ายไปแล้ว เว้นแต่มีการโอนคดีหรือตุลาการในองค์คณะถูกคัดค้าน
3. การแสวงหาข้อเท็จจริง
1) การแสวงหาข้อเท็จริงจากเอกสารของคู่กรณี เป็นหน้าที่ของตุลาการเจ้าของสำนวน ใช้หลักฟังความสองฝ่ายดังนี้
1. เห็นว่าคำฟ้องสมบูรณ์ ครบถ้วน มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา
2. สั่งให้ผู้ถูกฟ้องทำคำให้การ อาจฟ้องแย้งได้ ถ้าไม่ยื่นถือว่ายอมรับ
3. ส่งสำเนาคำให้การพร้อมพยานหลักฐานไปยังผู้ฟ้องคดี เพื่อทำคำคัดค้านหรือยอมรับคำให้การ
4. กรณีผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติ ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดี
2) การแสวงหาข้อเท็จจริงของศาล ใช้ระบบไต่สวน

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก
L.560
L.561
L.562
L.563
L.564
L.565
L.566
L.567
L.568
L.569
รายชื่อสมาชิก