Make your own free website on Tripod.com
น.567 กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ

ส่วนที่ 1


ความหมาย
กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ หมายถึง กฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับการเข้ามามีบทบาทแทรกแซงในทางเศรษฐกิจของนิติบุคคลมหาชนทั้งหลาย
รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 87 กำหนดห้ามรัฐประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจแข่งขันกับเอกชน ยกเว้น 3 กรณี คือ
1. ความมั่นคง
2. สาธารณูปโภค
3. รักษาประโยชน์สาธารณะ
วิวัฒนาการ
ระยะที่ 1 ระหว่างระยะเวลาครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐมาหน้าที่พื้นฐาน คือ ป้องกันประเทศ รักษาความสงบภายใน และรักษาความยุติธรรม มีการค้นพบพลังงานไอน้ำ
ระยะที่ 2 ระหว่างระยะเวลาครึ่งหลังของสตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีการค้นพบพลังงานไฟฟ้า เปลี่ยนน้ำมันดิบเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์ รัฐจำเป็นต้องส่งเสริมการค้า เช่น สร้างถนน ท่าเรือ
ระยะที่ 3 ตั้งแต่คริสต์ศักราช 1930 – 1990 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรป วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ค้นพบพลังงานปรมาณู รัฐเข้าไปมีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคม เกิดรัฐวิสาหกิจ
ระยะที่ 4 ตั้งแต่ ค.ศ.1990 ถึงปัจจุบัน การล้มสลายกำแพงเบอร์ลิน Computer ทำให้ประเทศต่างๆ เป็นเครือข่าย
พัฒนาการของกฎหมายในระหว่างความเปลี่ยนแปลงบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐ
1. ยุค Mercantilism
กฎหมาย คือ กลไกการมช้อำนาจรัฐที่กำหนดข้อห้ามและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
2. ยุค Liberalism
กฎหมาย คือ เครื่องมือจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งจัดตั้งองค์กรเจ้าหน้าที่ที่มีภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะในเรื่องต่างๆ โดยมีลักษณะเป็นกฎหมายเทคนิค
3. ยุค Neo-liberalism (interventionism)
กฎหมาย คือ เครื่องมือในการแทรกแซงชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกำหนดองค์กร หลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติในเรื่องต่างๆของปัจเจกชนในสังคม

4. ยุค Globalization
กฎหมาย คือ กลไกรับรองและคุ้ม่ครองสิทธิของปัจเจกชน และวางกฎเกณฑ์ควบคุมตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิให้ก้าวล่วงมาในแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ความเปลี่ยนแปลงสถานะการเมืองการปกครองและกฎหมายของรัฐ
1. ความเปลี่ยนแปลงของสถาบันทางการเมือง อำนาจฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็ง มีอำนาจหน้าที่อย่างกว้างขวาง เนื่องจากภารกิจอันสลับซับซ้อนของรัฐสมัยใหม่ ทำให้ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของโลกให้ทันท่วงที ในขณะที่สถาบันรัฐสภาได้อ่อนแอลงในทุกสังคม เนื่องจากเป็นองค์กรที่ใหญ่โต ไม่สามารถตัดสินใจปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
2. ความเปลี่ยนแปลงในระบบกฎหมาย ขณะที่กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจก่อตัวขึ้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงภายในระบบกฎหมายอย่างสสำคัญหลายประการ คือ
กฎหมายแพ่ง เกิดการจำกัดเสรีภาพในการใช้ทรัพย์สิน การห้ามทำสัญญาในบางลักษณะ ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศิลธรรมอันดี
กฎหมายพาณิชย์ จำกัดเสรีภาพการประกอบการในบางลักษณะ บางอาชีพ ระบบการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในรูปบริษัท ที่ทุนทั้งหมดเป็นของรัฐแต่เพียงผู้เดียว
กฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายปกครอง ความหมายของฝ่ายปกครองขยายออกไปมาก กฎหมายการคลัง ซึ่งถูกควบคุมโดยฝ่ายนิติบัญญัติและปรากฏในเอกสารคำขอตั้งงบประมาณ ไม่ปรากฎงบประมาณในส่วนของรัฐวิสาหกิจ
ภารกิจในทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐสมัยใหม่
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองการปกครองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีส่วนสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับบทบาทและภารกิจของรัฐสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลอย่างสำคัญในการก่อให้เกิดกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ และการกำหนดเนื้อหาและขอบเขตของภารกิจของรัฐสมัยใหม่ 2 ด้าน คือ
1. การรับประกันความสมดุลในทางเศรษฐกิจ คือ
1.1 รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนความเจริญเติบโตในทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดหาหรือพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ส่งเสริมการค้นคว้า วิจัย เพื่อการพัฒนาในทางเศรษฐกิจ พึงจัดโครงสร้างพื้นฐาน (จัดวางระบบโทรคมนาคม การขนส่ง การติดต่อสื่อสาร ฯลฯ)
1.2 รัฐต้องมีมาตรการที่เหมาะสม ในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ในการขยายตัวในทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการมีเสถียรภาพทางราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การรักษาดุลระหว่างการส่งออกและนำเข้า รัฐจึงจำเป็นต้องมีมาตรการในทางกฎหมายและทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมและรวดเร็ว เช่น การจัดตั้งองค์กรกรองรับ มาตรการแทรกแซงในทางการคลัง มาตรการภาษี มาตรการทางการเงิน ฯลฯ
2. การป้องกันและลดความขัดแย้งในทางสังคม การเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจและในทางสังคมอย่างรวดเร็ว ตลอดถึงในระหว่างประชาชนในภูมิภาคที่แตกต่างกัน จะนำไปสู่สภาพขัดแย้งอย่างรุนแรงในระหว่างภาคเศรษฐกิจต่างๆ รัฐจำต้องมีภารกิจในการป้องกัน
2.1 รัฐต้องคอยป้องกันมิให้เกิดการเสียสมดุลในระหว่างภาคการผลิตในเศรษฐกิจ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว การรักษาความสมดุลในระหว่างทุกภาคการผลิตจะเป็นไปไม่ได้ และขัดกับสภาพความเป็นจริงของพัฒนาการของความเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจ แต่การรักษามิให้เกิดการเสียสมดุลอย่างชัดแจ้ง หรือรุนแรงเกินไป เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของรัฐสมัยใหม่
2.2 รัฐต้องกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจออกไปอย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค ลักษณะที่เห็นได้ชัด คือ ความเติบโตทางเศรษฐกิจ จะขยายตัวสูงมากและสูงขึ้นเรื่อยๆในภูมิภาคที่พัฒนาแล้ว และมีปัจจัยต่างๆเกื้อหนุนอยู่พร้อม ส่งผลให้ความเจริญเติบโตระหว่างภูมิภาคต่างๆ มีความแตกต่างกัน รัฐต้องลดความขัดแย้งดังกล่าว โดยการกำหนดนโยบายการพัฒนาภูมิภาคไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ให้สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นและสอดคล้องกับอัตราความเจริญเติบโตของส่วนกลาง
ระบบเศรษฐกิจที่จำกัดขอบเขตการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐ
นอกจากสภาพสังคมและระดับความเจริญทางเศราฐกิจของสังคม ซึ่งเป็นตัวกำหนดวิธีการและเนื้อหาของกลไกในทางการแทรกแซงแล้ว ยังมีระบบเศรษฐกิจที่รัฐนั้นๆ ยึดถืออยู่ โดยจะมีบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ
ระบบเศรษฐกิจ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ระบบทุนนิยม หรือระบบเศรษฐกิจที่ให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจต่างๆในทางเศรษฐกิจจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ อยู่บนพื้นฐานของ Demand & Supply
รัฐทำหน้าที่เพียงเป็นตัวกลางควบคุมกระบวนการบัญญัติกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อรองรับสิทธิหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ
ภายใต้ระบบตลาด หลักการพื้นฐานที่จะทำให้ระบบนี้ดำเนินไปด้วยดีและมีประสิทธิภาพจะต้องประกอบด้วย
- หลักการเคารพในหลักกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
- การเคารพในเสรีภาพในการประกอบการของเอกชน
- หลักการแข่งขันโดยเสรี
สรุป ในระบบทุนนิยมหรือระบบตลาด การแทรกแซงในทางเศรษฐกิจของรัฐ จะกระทำได้ค่อนข้างจำกัด เพราะรัฐมีบทบาทในทางเศรษฐกิจเพียงออกฎหมาย วางกฎเกณฑ์ วางหลักหรือการควบคุมการประกอบการทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ และต้องมีเท่าที่จำเป็น ไม่มีผลกระทบกระเทือนหรือทำลายหลักการพื้นฐานของระบบทุนนิยม
2. ระบบสังคมนิยม หรือระบบที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง ระบบนี้เสรีภาพในการประกอบกากรทางเศรษฐกิจของเอกชนจะไม่มีอยู่เลย รัฐจะเป็นผู้กำหนดแผนการดำเนินการทางเศรษฐกิจ ระบบตลาดจึงไม่มีอยู่ในระบบสังคมนิยม
สรุป บทบาทของรัฐในการแทรกแซงเศรษฐกิจ จะเป็นไปอย่างกว้างขวางเต็มที่ โดยไม่มีข้อจำกัด และไม่มีหลักเกณฑ์อื่นๆ เป็นตัวกำหนด
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม โดยผสมผสานจุดเด่นของระบบเศรษฐกิจหลักต่างๆ เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน รูปแบบที่ประสบความสำเร็จได้แก่ ฝรั่งเศส และยูโกสลาเวีย
ฝรั่งเศส พัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเดิม เป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีการจำกัดสิทธิของเอกชนบ้าง รัฐเป็นผู้กำหนดแผนในลักษณะชี้นำ แต่ไม่ใช่บังคับและอาจมีการแทรกแซงตลาด โดยการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐเข้าไปมีบทบาทดำเนินการในทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ
ยูโกสลาเวีย ยึดระบบตลาดแบบสังคมนิยมที่มีการพึ่งพาระบบตลาด โดยรัฐยังคุมบทบาทในการวางแผนทางเศรษฐกิจ และมีลักษณะบังคับอยู่ แต่มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจในทางเศรษฐกิจไปสู่องค์กรบริหารกิจการของตนเองในระดับต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจของยูโกสลาเวียมีความยึดหยุ่น ตอบสนองความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาด ภายในกรอบของแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลางได้ค่อนข้างมาก

ลักษณะและวิธีการในการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐ
กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจในฐานะเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐ คือ วิธีการที่รัฐจะเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจ อาจแยกได้ 2 ด้าน คือ
1. กระบวนการแทรกแซงในทางเศรษฐกิจของรัฐ รัฐอาจเข้าแทรกแซงโดยอาศัยกลไกของกฎหมายในกระบวนการที่แตกต่างกัน คือ
1.1 การวางแผนเศรษฐกิจ กำหนดนโยบายการพัฒนาในทางเศรษฐกิจของรัฐอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กัน
1.2 การกำหนดบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะในทางเศรษฐกิจ เช่น พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา หรือกฎกระทรวงในการอนุญาตหรือจำกัดสิทธิ หรือกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบการทางเศรษฐกิจของเอกชน โดยจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า
1.3 การออกคำสั่งอนุญาตหรืออนุมัติให้เอกชนประกอบการในทางเศรษฐกิจ จะต้องไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย กรณีไม่มีกฎหมายเฉพาะในทางเศรษฐกิจกำหนดหลักเกณฑ์ไว้
1.4 การจัดตั้งองค์กรของรัฐไปเป็นผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจเอง รัฐอาจตั้งวิสาหกิจมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจ เข้าไปเป็นผู้จัดทำกิจกากรในทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็นสาธารณูปโภคที่จะมีการผูกขาดหรือเหตุอื่นที่รัฐไม่พึงประสงค์ ให้เอกชนเข้าไปทำ
2. ลักษณะเนื้อหาของการแทรกแซงในทางเศรษฐกิจของรัฐ ในฐานะของผู้ออกกฎและวางหลักเกณฑ์ในทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้เอกชนปฏิบัติ ได้แก่
2.1 การวางนโยบายเศรษฐกิจ โดยผ่านมาตรการของการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
2.2 การผูกขาดการดำเนินการเศรษฐกิจบางประเภท โดยการออกกฎหมายห้ามมิให้เอกชนดำเนินการ เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากรัฐ
2.3 การให้ความสนับสนุนแก่การดำเนินการทางเศรษฐกิจของเอกชน เช่น การงดเว้นการเสียภาษีนำเข้าสินค้าทุน
2.4 การวางหลักเกณฑ์ในการประกอบวิชาชีพบางประเภท ที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน หรือการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพที่สอดส่องดูแลการประกอบวิชาชีพนั้นๆ
สรุป รัฐจะเข้าไปแทรกแซงทางเศรษฐกิจได้ โดยแบ่งเป็น 5 วิธีการ โดยลักษณะของการแทรกแซง จะเข้าไปในลักษณะน้อยมากจนถึงอย่างมาก คือ เข้าไปดำเนินการเอง ได้แก่
1. การวางแผนเศรษฐกิจ เป็นลักษณะการชี้นำ ไม่บังคับ เป็นการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจทางอ้อม
2. การสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเอกชน โดยอาศัยทรัพยากรของรัฐ การส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นภาษี
3. การวางหลักเกณฑ์สำหรับการประกอบการบางประเภท ซึ่งมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยสาธารณะหรือความมมั่นคง
4. การหวงห้ามการประกอบการบางประเภท ซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น การโทรคมนาคม การปิโตเลียม
5. การเข้าเป็นผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจเอง ซึ่งในบางครั้งรัฐอาจเข้าไปแทรกแซงทั้งในประเภทที่ 4 และ 5 ถ้าเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย หรือ กระทบต่อสาธารณะประโยชน์ ซึ่งรัฐอาจดำเนินการเองหรืออาจเป็นการให้สัมปทาน

ส่วนที่ 2
หลักกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ
ก. หลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศส
1. หลักเสรีนิยม
1.1 หลักเสรีภาพทางอุตสาหกรรมและการค้า (เป็นเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนและหลักกฎหมายทั่วไป)
- หลักเสรีภาพในการประกอบการ เป็นสิทธิตามกฎหมาย โต้แย้งเมื่อรัฐจะเข้าไปจำกัดเสรีภาพในการประกอบการ รวมถึงเสรีภาพที่จะดำเนินการ หรือเลือกวิธีประกอบธุรกิจ กรณีเป็นการประกอบการด้วยกำลังกาย สติปัญญา เรียกว่า เสรีภาพในการทำงาน รัฐจำกัดได้ภายในขอบเขต
มาตรการจำกัดเสรีภาพในการประกอบการ
1. กำหนดให้ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่
2. การออกระเบียบ
3. การกำหนดให้มีการขออนุญาตล่วงหน้า
4. การห้ามการประกอบการ
5. การผูกขาดการประกอบการโดยรัฐ
- หลักการค้าเสรี มุ่งจะคุ้มครองให้บุคคลสามารถแย่งชิงกันไปสู่จุดหมายได้ โดยไม่สร้างข้อจำกัดใดขึ้นแก่ผู้แข่งขันรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ และเป็นหลักที่มีผลโดยตรงถึงกิจการของรัฐด้วย ในฐานะผู้ประกอบการเอง มี 2 แนวคิด
ก. กิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการประกอบอาชีพ ย่อมเป็นกิจกรรมที่สงวนไว้สำหรับเอกชน เพราะฉะนั้นหลักการแข่งขันเสรี รัฐ ต้องไม่แข่งขันกับเอกชน และไม่สามารถให้การสนับสนุนได้
ข. การแข่งขันอย่างเสมอภาค ไม่ได้ห้ามรัฐเด็ดขาด แต่รัฐทำได้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับที่เอกชนประสบอยู่
2. หลักกรรมสิทธิ์
- เป็นสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติที่ไม่อาจจำกัดได้ของมนุษย์ชาติ
- กรรมสิทธิ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิไม่อาจถูกล่วงละเมิดได้
ข้อจำกัดของหลักกรรมสิทธิ์ คือ ต้องมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ
3. หลักการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ
- การรับรองความมีอยู่ของหลักการเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยบทบัญญัติของกฎหมาย มี 3 กรณี
1. ประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจ (การมีส่วนร่วมของคนงาน)
2. การโอนกิจการเป็นของชาติ
- โอนหุ้น หรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของส่วนรวม
- ลักษณะของวิสาหกิจที่โอนหุ้นหรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของชาติ
3. การวางแผนเศรษฐกิจ
ต้องขอความเห็นชอบจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมก่อน
ข. หลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทย
หลักเสรีนิยม = หลักพื้นฐาน คือ หลักกรรมสิทธิ์ หลักเสรีภาพในการประกอบการ และหลักการแข่งขันเสรี
1. หลักกรรมสิทธิ์ ได้แก่การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ของเอกชน รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 48 บัญญัติว่า “สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองฯ การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองฯ”
มาตรา 49 การเวนคืนอสังหาริมทรัพยจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมาย เพื่อการอันสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การกำหนดค่าทดแทนต้องกำหนดยอ่างเป็นธรรม ฯลฯ
2. หลักเสรีภาพในการประกอบการ เมื่อมีกรรมสิทธิ์ย่อมมีเสรีภาพในการใช้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เนื้อตัว ร่างกาย หรือกำลังภายใน ในการประกอบอาชีพอย่างใดๆ โดยไม่ถูกจำกัดในการประกอบอาชีพ รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 50 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพตามวรรคแรก จะกระทำมิได้ เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเศรษฐกิจของประเทศ ฯลฯ”
3. หลักการแข่งขันโดยเสรี รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 87 บัญญัติว่า “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รัฐต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ ...”
มาตรา 89 บัญญัติให้มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะนำคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้
ภาพรวมที่กล่าวมา มีลักษณะใกล้เคียงกับโครงสร้างเศรษฐกิจระบบผรั่งเศส รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 87 ได้วางแนวทางใหม่ๆ ที่สะท้อนความคิดในระบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจมากกว่าระบบการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐ รับรองหลักการแข่งขันทางการค้าเสรี สิทธิพิเศษในการแข่งขันทางการค้าไม่อาจกระทำได้ แต่ในทาปฏิบัติขณะนี้อาจยังไม่เป็นไปตามหลักการดังกล่าว

ส่วนที่ 3
กรณีศึกษาการแทรกแซงในทางเศรษฐกิจโดยรัฐไทย
วิกฤตการร์ทางเศรษฐกิจ 2540-2541 : สาเหตุและปัญหาทางกฎหมาย
เป้าหมายกับวิธีการ มีความสำคัญเท่าๆกันในบริบทของสังคม Mean = end
ศปร = คณะกรรมกากรศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ
วิกฤตการร์ทางเศรษฐกิจ 2540
1. หนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศสูงมาก
2. การส่งออกติดลบฉับพลัน
3. เศรษฐกิจภายในมีปัญหา เช่น กรณี BBC การค้าอสังหาริมทรัพย์ และตลาดหุ้น
4. การโจมตีค่าเงินบาทจากกองทุนต่างประเทศ
5. ปัญหาสถาบันการเงิน เช่น กองทุนฟื้นฟู
1. หนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศสูงมาก
ไทยมาหนี้ต่างประเทศสูง 95,000 ล้านดอลล่าร์ เป็นหนี้ภาครัฐ 20,000 เอกชน 75,000 นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่าหนี้ต่างประเทศเกิน 40% อันตราย ไทยเริ่มมีปัญหาปลายปี 2539 มีหนี้ต่างประเทศเกิน 50% ถือว่าอยู่สูงเกินระดับอันตราย
ปี 2536-2539 เอกชนกู้เงินต่างประเทศ โดยอ้างว่าเศรษฐกิจเติบโตมาก มีการลงทุนสูง มูลค่าการลงทุนในประเทศขยายขึ้นมากกว่าเดิม สินเชื่อเคยปล่อยกู้ในประเทศปี 2533 ประมาณ 88% ปี 2538 อัตราปล่อยกู้สูงถึง 135% ประเทศมีเงินฝากในลักษณะเงินออมต่ำ เพราะรายได้ไม่มาก มีระบบการบังคับเก็บ คือ การประกันสังคม มีการกู้เงินต่างประเทศมาก แนวนโยบายไทยเป็นศูนย์การทางเศรษฐกิจภูมิภาค ไม่ปิดประเทศ GDP สูง


2. การส่งออกติดลบฉับพลัน
การลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออกของประเทศ (ได้เงินจากต่างประเทศ) การใช้จ่ายภาครัฐ(เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) และขบวนการผลิตในประเทศ ติดลบหมด
การส่งออกติดลบ 10% ส่งผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมาก สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากแนวนโยบายการเงินของประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (ตระกร้าเงินไทยยึดดอลลาร์อย่างเดียว) เชื่อว่าไม่มีความเสี่ยง ธนาคารชาติไม่เปลี่ยนนโยบายตามภาวะตลาดเงินของประเทศ ซึ่งมีการใช้ สกุลเงินญี่ปุ่น 30% ยุโรป 30% อเมริกา 30% อื่นๆ 10%
ปี 2537 และ ปี 2538 เกิดวิกฤติการณ์ สกุลเงินญี่ปุ่นตกต่ำ 120 เยนต่อดอลลาร์ ตลาดเงินผันผวน ยุโรป ญี่ปุ่น อ้างสินค้าไทยมีราคาแพง มีศักยภาพต่ำ ทำให้การส่งออกติดลบ 9%
มีการโกงภาษีผู้ส่งออก
3. เศรษฐกิจภายใน
3.1 กรณีธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (BBC) เป็นปัญหาภายในตั้งแต่ปี 2533 ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาบริหารทำให้มีปัญหาสภาพคล่อง เพราะปล่อยสินเชื่อแล้วเรียกชำระหนี้ไม่ได้ กระทบความเชื่อมั่นต่อคนทั่วโลก การตรวจสอบกำกับดูแลของสถาบันการเงินล้มเหลว เนื่องจากธุรกรรมตามข้อ 1. ผ่านสถาบันการเงิน
3.2 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ที่จะทะเบียนในตลาดหุ้น ประสบปัญหาความน่าเชื่อถือ
3.3 ปัญหาตลาดหุ้น ปี 2536-2538 ตลาดหุ้นดี เพราะเป็นการลงทุนที่ง่ายที่สุด ธนาคารบังคับชำระหนี้ ทำให้ตลาดหุ้นมีปัญหา ราคาหุ้นตกมากขึ้น
ปัจจัยต่างๆมีผลต่อตลาดหลักทรัพย์ เช่น ความไม่น่าเชื่อถือ ค่าเงินบาทตกต่ำ สถานการณ์ส่งออกติดลบ มีหนี้ต่างประเทศสูง สถาบันการเงินไม่น่าเชื่อถือ การค้าอสังหาริมทรัพย์มีปัญหา ตลาดหุ้นตกต่ำ เป็นต้น
4. การโจมมตีค่าเงินบาทจากต่างประเทศ
ปลายปี 2539 มีการโจมตีค่าเงินบาท เป็นปัญหาเกี่ยวโยงกัน เป็นเงื่อนไขผูกพัน เช่น การส่งออก เงินสกุลดอลล่าร์ไหลเข้าประเทศ เพราะมีการกู้เงินต่างประเทศมาก ตลาดหลักทรัพย์และสถานการณ์การเงินมีปัญหา จึงมีการโจมตีค่าเงินบาท
ในหลักการตาม พรบ.เงินตรา ธนาคารชาติจะต้องมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ หรือทุนสำรองธนบัตร ไม่ต่ำกว่า 60% หรือประมาณ 38,650 ล้านดอลลาร์
13 พฤษภาคม 2540 ธนาคารชาติทำสัญญาซื้อขายเงินล่วงหน้า 10,000 ล้านดอลล่าร์ อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ 25.60 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ (เป็นสถานการณ์ SWAP คือ เงินทุนสำรองฯ มีภาระต้องจ่ายคืน)
2 กรกฎาคม 2540 มีเงินทุนสำรองต่างประเทศเหลือเพียง 2,800 ล้านดอลล่าร์ มีการลดค่าเงินบาท รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายให้ค่าเงินบาทลอยตัว ธนาคารชาติต้องการทำ SWAP เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าระดับเงินทุนสำรองของประเทศปกติ จึงทำสัญญาซื้อขายเงินล่วงหน้า กับมิตรประเทศเพื่อนบ้าน กำหนดใช้คืนภายใน 3 เดือนพร้อมดอกเบี้ย ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ จำนวน 30,000 ล้านดอลล่าร์ เป็นเหตุให้ผู้โจมตีค่าเงินบาทไปกู้ยืมสกุลเงินบาท จากมิตรประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว เพื่อนำมาซื้อสกุลเงินดอลล่าร์สที่ไทยกู้มาสำรองเงินตราต่างประเทศ
5. ปัญหาสถาบันการเงิน
เนื่องจากมีการจำนำหุ้นหรือจำนองอสังหาริมทรัพย์มากในปลายปี 2539 ทำให้สถาบันการเงินมีปัญหาตั้งแต่ต้นปี 2540
ธนาคารชาติรายงานว่าการตรวจสอบกำกับดูแลรายงานสถาบันการเงิน มีบริษัทหลักทรัพย์ 10 แห่ง จำเป็นต้องเพิ่มทุนโดย ไม่บอกชื่อบริษัท ทำให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทุกแห่งขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง การไม่ประกาศชื่อทำให้เกิดปฏิกิริยา ทุกคนไปถอนเงิน ซ้ำเติมระบบ ธุรกิจสังหาริมทรัพย์เกิดปัญหา
3 เดือนต่อมา มีการยุติการดำเนินงานสถาบันการเงิน 12 แห่ง เพราะกู้เงินจากกองทุนฟื้นฟูมากกว่า 1 เท่า จึงถูกระงับการดำเนินการชั่วคราว สถาบันการเงินทั้งหมด 92 แห่ง มีเพียง 12 แห่งเท่านั้นที่ถูกยุติการดำเนินการ อีกไม่กี่สัปดาห์ ธนาคารชาติประกาศเพิ่มเติม ให้สถาบันการเงิน 46 แห่งยุติกิจการถาวร รวมเป็น 58 แห่ง ที่เหลือทุกถอนหรือยุบรวมกับธนาคารอื่นๆ
ธันวาคม 2539 กองทุนฟื้นฟูมีหนี้สิน 30,000 ล้านบาท มิถุนายน 2540 มีหนี้สิน 48 ล้าน และเพิ่มเป็น 300,000 ล้านบาท ในช่วงเวลา 6 เดือน
มีนาคม 2542 ธนาคารชาติรายงานว่า กองทุนฟื้นฟูมีหนี้เพิ่มเป็น 800,000 ล้านบาทปัจจุบันมีมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
ธันวาคม 2540 มีสถาบันการเงินถูกถอนใบอนุญาตถาวร 56 แห่ง เหลือเพียง 2 แห่ง รัฐบาลตั้งองค์กร ปรส เป็นผู้ชำระบัญชี ชำระหนี้คืนให้กองทุนฟื้นฟู
ปรส.ดำเนินการ 3 ปี ได้รายงานธนาคารชาติ เมื่อเดือนธันวาคม 2544 ว่า บริษัทเงินทุน 56 แห่ง มีทรัพย์สิน 750,000 ล้านบาท ขายได้เงินคืน 264,000 ล้านบาท คิดเป็น 35% ของสินทรัพย์ (1.3 ล้านล้านบาทเป็นความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู) มีหมายจับผู้บริหารเงินทุนหลักทรัพย์ 56 แห่ง
หนี้สินของกองทุนฟื้นฟู เป็นหนี้เพราะไปกู้เงินต่างประเทศ ปี 2540 มีการแก้ไขกฎหมายให้รัฐบาลชำระหนี้ทั้งหมดแทนกองทุนฟื้นฟู
ผลกระทบฉับพลัน
1. ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศลดลง
2. การเรียกให้ชำระหนี้ทันปี (ปลายปี 2539)
3. การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินทุนสำรองลงมาก
4. การยุติการดำเนินงานสถาบันการเงินและการลดค่าเงินบาท เมื่อ 2 กรกฎาคม 2540
5. การขอความช่วยเหลือจาก IMF
6. เกิดภาวะเงินหายไปจากระบบ
7. ภาคธุรกิจที่แท้จริงล้มละลาย
8. ฯลฯ
ไทยนำเงิน IMF เป็นทุนสำรอง 17,200 ล้านดอลล่าร์ รัฐบาลไทยกู้เพียง 13,400 ล้านดอลล่าร์ 2 ปี หยุดกู้ และใช้คืนในปี 2544 2545 และใช้คืนหมดในปี 2546
ปัจจุบันเป็นหนี้เท่าเดิม โครงสร้างหนี้เปลี่ยน 70-80% เป็นหนี้ภาครัฐ นโยบายรัฐบาลปี 2539 ลดวงเงินงบประมาณรายจ่าย เหลือเพียง 830,000 ล้านบาท ปี 2541 ใช้งบประมาณเกินดุล ทำให้ธุรกิจเสียหาย ปี 2542 เปลี่ยนนโยบายใช้งบประมาณขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารควรมีอัตราสูง เพราะความต้องการสูง แต่สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยเงินกู้ กลัว MPL (ประชาชนมีความต้องการเงิน ธนาคารมีเงิน แต่ไม่แน่ใจ อัตราดอกเบี้ยจึงต่ำ)
ความรับผิดชอบของนักกฎหมาย
เห็นว่าเป็นความบกพร่องทางกฎหมายมหาชน ดังนี้
1.แนวคิดของ ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เห็นว่า การจัดองค์กรทางเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่องค์กร (Conflict of Interest)
ธนาคารชาติมีหน้าที่กำกับตรวจสอบสถาบันการเงิน ขณะเดียวกันให้ผู้ว่าการธนาคารชาติมีอำนาจให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง
หากสถาบันการเงินปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาต้องไม่เกิด เช่น การไม่ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทฯ ที่มีผู้บริหารคนเดียวกับสถาบันการเงิน เป็นต้น
การมองระบบผิดพลาด จัดระบบช่วยเหลือให้ธนาคารชาติ (กองทุนฟื้นฟูเป็นนิติบุคคลเอกเทศ มี ผู้ว่าการธนาคารชาติเป็นประธาน) เมื่อมีปัญหา แทนที่จะปรากฏต่อสาธารณะชน ธนาคารชาติให้กองทุนฟื้นฟูอัดฉีดสถาบันการเงิน ปัญหาดังกล่าวจึงไม่ปรากฏต่อสาธารณชน
อำนาจขัดแย้งกันเอง ไม่ได้ขัดกันในเรื่องผลประโยชน์ แต่เป็นความขัดแย้งทางอำนาจหน้าที่ กฎหมายบกพร่อง อำนาจช่วยเหลือต้องแยกจากอำนาจตรวจสอบ กำกับดูแล
2. แนวคิด ศปร. เห็นว่า ระบบการเงินการคลังของประเทศ ไม่มีการจัดระบบองค์กรกำกับดูแลที่เหมาะสมกับภารกิจ ธนาคารชาติมีหน้าที่ขัดแย้งหรือแตกต่างกัน เช่น
2.1 ธนาคารชาติควรเป็นธนาคารกลาง คือ เป็นธนาคารของธนาคาร รวมถึงการพิมพ์ธนบัตร
2.2 ธนาคารชาติควรมอบงานให้ผู้อื่นทำ เช่น
ก. กองทุนเพื่อการฟื้นฟู ควรจัดตั้งเป็นสถาบันประกันเงินฝาก ช่วยเหลือระบบธนาคาร(คุ้มครองผู้ฝากเงินรายย่อย ไม่เกิน 2 ล้านบาท เปลี่ยนวิธีคิดแทนที่จะอุ้มสถาบันการเงิน)
ข. อำนาจกำกับดูแลสถาบันการเงิน ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันประกันเงินฝาก
3. ระบบกฎหมายล่าสมัยและตามไม่ทันปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจ
เช่น ทุนสำรองของประเทศ 60% สามารถลดต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยใช้มาตรการ SWAP ละเมิด พรบ.เงินตรา 2501 ไม่มีใครตรวจสอบ ตรวจสอบอย่างไร ใครรับผิดชอบ มาตรการ SWAP ทุนสำรองที่มีภาระผูกพัน ไม่มีกฎเกณฑ์ เป็นต้น


พระราชบัญญัติให้เอกชนเข้าร่วมงานของรัฐ ปี 2535
หลักการ งานที่รัฐทำกับเอกชน ถ้ามูลค่าโครงการสูงตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท ต้องดำเนินการตาม พรบ.โดยให้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฯ กระทรวงการคลัง และสำนักงานอัยการสูงสุด เหตุผล ไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี
ขั้นที่ 1 มาตรา 8 สอบถาม
- สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรณีโครงการคิดขึ้นใหม่
- กระทรวงการคลัง กรณีโครงการที่มีทรัพย์สินอยู่แล้ว
ขั้นที่ 2 มาตรา 13 เมื่ออนุมัติโครงการแล้ว กำหนดใหส้มีคณะกรรมการจัดทำ TOR
- ตั้งคณะกรรมการ TOR ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจฯ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงอื่นอีก 2 กระทรวง
- เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
ขั้นที่ 3 มาตรา 15 และ 16 ประกาศเชิญชวนเอกชน ใช้วิธีประกวดราคาเท่านั้น
ขั้นที่ 4 ตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลการคัดเลือก
ขั้นที่ 5 มาตรา 20 ทำสัญญา ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญา
ขั้นที่ 6 มาตรา 22 ตั้งคณะกรรมการกำกับการปฏิบัติตามสัญญา
ปัญหาการตีความกฎหมาย
1. คดีรถไฟฟ้าธนายง
มีปัญหาสถานที่จอดรถไฟฟ้าที่สวนลุมพินี คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเป็นสัญญาเกี่ยวเนื่อง เปลี่ยนเส้นทางไปจอดที่ตลาดหมอชิต
2. คดีทางยกระดับดอนเมือง
การก่อสร้างทางด่วนเชื่อมต่อดอนเมือง สำนักงานอัยการเห็นว่าเป็นคนละโครงการ จึงให้บริษัทดอนเมืองโทรเวลขยายอย่างรวดเร็วถึงอนุสรณ์สถาน ส่วนที่เหลือให้กรมทางสร้างต่อถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
3. โรงกำจัดขยะหนองแขม
กทม.อ้างว่าให้เอกชนลงทุนรับเก็บขยะ สำนักงานกฤษฎีกาตีความว่า กทม.ให้สิทธิเก็บขยะ ถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณะโดยให้เอกชนดำเนินการ กทม.ต้องปฏิบัติตาม พรบ
สรุป การวินิจฉัยโครงการฯ จะต้องปฏิบัติตาม พรบฯ หรือไม่ จะต้องดูสถานการณ์

สัมปทานบริการสาธารณะ
รัฐเข้าไปแทรกแซงทางเศรษฐกิจ 5 วิธี คือ
1. การวางแผนเศรษฐกิจ
2. การสนับสนุนกิจการทางเศรษฐกิจ
3. วางหลักเกรฑ์สำหรับการประกอบการบางประเภท
4. สงวนกิจการบางอย่าง
5. เข้าประกอบกิจการเอง
การสงวนกิจการบางอย่าง รัฐให้เอกชนร่วมลงทุน เช่น องค์การโทรศัพท์ เป็นความตกลง 2 ฝ่าย ให้เอกชนรับผิดชอบบริการสาธารณะ ไม่สามารถรับฟังคำสั่งจากรัฐ เรียกว่า สัญญาสัมปทานบริการสาธารณะ เป็นลักษณะหนึ่งของ สัญญาทางปกครอง
สัญญาทางปกครอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้ความหมายว่า สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากร
จำแนกได้ 2 ประเภท
1. สัญญาทางปกครองโดยคำนิยามของกฎหมาย
2. สัญญาทางปกครองโดยสภาพ
- สัญญาที่ให้เอกชนเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง
- สัญญาที่มีข้อจำกัดที่ไม่ค่อยพบในสัญญาแพ่ง
องค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง
สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่
ทางด้านคู่สัญญา
- คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัญ และ
ทางด้านเนื้อหาของสัญญา มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
- เป็นสัญญาสัมปทาน เป็นการเลือกปฏิบัติ ขัดหลักความเสมอภาค ถ้าพิพาทให้ศาลปกครองตัดสิน
- เป็นสัญญาที่จัดใหส้จัดทำบริการสาธารณะ รัฐสงวน หวงห้าม หรือทำได้ไม่ดี จึงให้เอกชนทำ การบริการสาธาระเป็นหน้าที่ของรัฐ อาจมีการใช้อำนาจรัฐ รัฐต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
- เป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ประชาชนใช้เป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น สร้างถนน สะพานข้ามแม่น้ำ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
- เป็นสัญญาแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์กรธรรมชาติ เป็นสมบัติร่วมกันทั้งหมด การเก็บ รักษา ใช้ประโยชน์ต่อบุคคลรุ่นต่อไป
คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด 104/2544
สัญญาก่อสร้างระหว่างบริษัทเอกชนกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการจ้างหอพักข้าราชการในโรงพยาบาลเป็นสัญญาปกครอง อยู่ในอำนาจศาลปกครอง เหตุผล
1. เป็นสัญญาแบบ ใช้แบบฟอร์มกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
2. มีข้อกำหนดพิเศษให้อำนาจฝ่ายปกครองมากกว่าเอกชน
3. เป็นสัญญาแบบปรับราคาได้ มีค่า K
คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด 107/2544
สัญญากองทัพเรือให้นายทหารไปศึกษาการบินในต่างประเทศเป็นสัญญาทางปกครอง เหตุผล
1. ให้สิทธิฝ่ายปกครองเพียงฝ่ายเดียวบอกเลิกสัญญา
2. วัตถุแห่งสัญญาให้นายทหารผู้นี้กลับมารับราชการ ซึ่งเป็นบริการสาธารณะ
คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างศาล
10/45 สัญญาจ้างปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลหลังสวนเป็นสัญญาทางปกครอง เพราะเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค
14/45 สัญญาวางท่อประปากับเทศบาลกำแพงแสน เป็นสัญญาทางปกครอง เพราะเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค (มองประโยชน์คล้ายโรงพยาบาล)
18/45 สัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นการจ้างก่อสร้างถาวรวัตถุ อันเป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์
สัญญาทางปกครองของฝรั่งเศส
1.การทำสัญญาทางปกครอง
1.1 การเลือกคู่สัญญาเป็นไปภายใต้หลักความเสมอภาค
1.2 การกำหนดเนื้อหาในสัญญาทางปกครอง (ไม่เสมอภาค การก่อ ปฏิบัติ แก้ไข เลิกสัญญา)
1.3 มีเอกสิทธิในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาทางปกครอง
(ฝ่ายปกครองเป็นผู้ดูแลประโยชน์สาธารณะต้องรู้ดี และเป็นผู้รับผิดชอบ
2. อำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครองคู่สัญญา
2.1 อำนาจการควบคุมตรวจสอบ และดูแลการปฏิบัติตามสัญญา (ตรวจสอบแทน ปชช.)
2.2 อำนาจบังคับเอกชนคู่สัญญาปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญา (ไม่ต้องฟ้องศาล)
2.3 อำนาจฝ่ายเดียวในการแก้ไขข้อกำหนดในสัญญา (เช่น เทศบาลแก้ไขสัญญาให้เอกชนติดตั้งไฟโดยใช้ไฟฟ้า (ต่างจากสัญญาทางแพ่ง เพราะไม่ถือเป็นสัญญา)
3. สิทธิของเอกชนคู่สัญญา
1. สิทธิในการเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาของฝ่ายปกครองคู่สัญญา (เลิกสัญญาไม่ได้)
2. สิทธิได้รับเงินชดเชยจากการกระทำของฝ่ายปกครองอื่น (ช่วยตามความเหมาะสม)
3. สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายปกครองอันเกิดจากเหตุที่ไม่อาจคาดหมายได้ ต้องไม่เป็นการถาวร (สัญญาทางแพ่ง ไม่มี)
อนุญาโตตุลาการ กับ สัญญาทางปกครอง
ในเยอรมันเน้นตั้งอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง เพราะประชาชนมอบหมายให้ฝ่ายปกครองมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ การให้บุคคลที่ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อประชาชนตัดสินข้อพิพาทย่อมไม่ชอบด้วยการมีหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประเทศไทย พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ มาตรา 15 อาจให้มีอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองได้ เพราะฉะนั้นสัญญาทางปกครองที่มีข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อเกิดข้อพิพาทกต้องนำคดีไปสู่ศาลปกครอง รวมถึงข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงตั้งอนุญาโตตุลาการก็ต้องเป็นไปตามสัญญาหลัก คือ สัญญาทางปกครอง
ข้อพิพาทตามสัญญาตั้งอนุญาโตตุลาการมีได้แต่ฉพาะที่กระทบต่อประโยชน์ได้เสียของเอกชน เฉพาะเรื่องค่าตอบแทนที่เอกชนจะได้รับ
ส่วนเรื่องประโยชน์สาธารณะไม่สามารถมีอนุญาโตตุลาการได้
แนวการพิจารณาของศาลปกครองหรือศาลที่มีเขตอำนาจ จะพิจารณา 3 ประเด็น คือ
1. การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการชอบหรือไม่
2. อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยภายในขอบเขตของสัญญาหรือไม่
3. มีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการหรือไม่
รัฐวิสาหกิจ
เหตุผลความจำเป็นในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
1. การเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
- เพิ่มความเป็นเจ้าของโดยประชาชน
- ผู้บริหารเดิมไม่ได้เป็นเจ้าของ จึงบริหารโดยไม่มุ่งแสวงหากำไร
- การให้ประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นการเพิ่มอำนาจการตรวจสอบ
2. ลดภาระการลงทุนภาครัฐและงบประมาณของรัฐ มีการลงทุนจากเอกชนเข้ามาแทนที่
3. การปรับเปลี่ยนบทบาทและภารกิจของรัฐ
4. การหารายได้เพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
5. การระดมเงินทุนจากต่างประเทศ (สกุลเงินต่างประเทศ)
การเตรียบปรับสถานะของรัฐวิสาหกิจ
1. ความจำเป็นในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
2. ปรับให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งเป็นบริษัท มีทุนเรือนหุ้น โดยจัดทำพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ให้รัฐวิสาหกิจมีสถานะเป็นนิติบุคคลเอกชน ซึ่งต้องมีทุนเรือนหุ้น และสามารถขายความเป็นเจ้าของได้
3. แยกหน่วยทางธุรกิจออกจากองค์กรกำกับดูแลที่ใช้อำนาจรัฐ
4. การจัดตั้งองค์กรกำกับกับดูแลรายสาขาขึ้นในภาครัฐ
5. การเตรียมความพร้อมให้รัฐวิสาหกิจ เป็นการเข้าสู่ระบบตลาดเสรี
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลรายสาขา
1. โอนอำนาจกำกับคุมกิจการที่ผูกขาด โดยกฎหมายออกจากรัฐวิสาหกิจ(ทำหน้าที่
ดูแลแทนรัฐ)
2. สร้างความเป็นธรรมในกรอบของการแข่งขันอย่างเสรี (ลดการเอาเปรียบระหว่างกัน)
3. ดูแลประโยชน์สาธารณะในกิจการนั้น (มาตรฐาน)
4. คุ้มครองผู้บริโภคและประชาชน (ค่าใช้จ่ายที่เป็นจริง)
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ
1. ปัญหาเรื่องการยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ โดย พรฎ.ที่ออกตาม พรบ.
ทุนรัฐวิสาหกิจ (ลำดับขั้นของกฎหมาย)
2. ปัญหาเรื่องการเลิกรัฐวิสาหกิจที่แปรสภาพโดยคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีมาตรการ
คุ้มครองประโยชน์ชาติ (ครม.เลือกรัฐวิสาหกิจที่จะแปรสภาพได้) ไม่มีกรอบการ
ดำเนินงาน
3. ปัญหาเรื่องการค้ำประกันหนี้ของกระทรวงการคลัง หลังแปรสภาพ
กระทรวงการคลังต้องค้ำประกันไปอีกนานเท่าใด ถ้าขาดทุนเรียกให้ชำระหนี้ จะ
เป็นธรรมกับประชาชนผู้เสียภาษีหรือไม่
4. ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนสภาพของพนักงาน
5. ปัญหาเรื่องอำนาจและสิทธิพิเศษของรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่มีอยู่เดิมตามกฎหมายยังคงมี
อยู่ต่อไป กรณียังไม่มีองค์กรกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจถืออำนาจเดิมได้
6. การประเมินมูลค่าทรัพย์สินและการจำหน่ายหุ้นของบริษัทรัฐวิสาหกิจหลังการแปรสภาพ
แนวทางการปรับเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจ
1. จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลรายสาขา
2. การแยกหน่วยธุรกิจของรัฐวิสาหกิจออกเป็นกลุ่มตามภารกิจหลัก
3. การเตรียมปรับสถานะของรัฐวิสาหกิจให้พร้อมสำหรับการแปรรูป
4. การจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ
5. การนำหุ้นของรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
6. การแปลงรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก
L.560
L.561
L.562
L.563
L.564
L.565
L.566
L.567
L.568
L.569
รายชื่อสมาชิก