Make your own free website on Tripod.com
 

การกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

เอกสารการสัมมนากฎหมายมหาชน เรื่อง "การกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น" จัดทำโดย นายโสภณ ตะติโชติพันธ์ นายภักดี ศิวะพรชัย และนาวาเอกณรงค์เดช สภานุชาต มีดังนี้

สารบาญเรื่อง

1. วิวัฒนาการของการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย
1.1 สมัยสุโขทัยและอยุธยา
1.2 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
1.3 สมัยรัชกาลที่ 7
1.4 การจัดตั้งเทศบาลครั้งแรกในประเทศไทย
1.5 การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล และรูปการปกครองตำบล
1.6 การปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน
2. ความหมายและความสำคัญของการคลังท้องถิ่น 5
2.1 ความหมาย
2.2 ความสำคัญ
2.3 วัตถุประสงค์ของการคลังท้องถิ่น
3. หลักแห่งการปกครองตนเองและรายได้ของหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น-
ตามรัฐธรรมนูญก่อนบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 6
3.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517
3.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521
3.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534
4. หลักแห่งการปกครองตนเองและรายได้ของหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น -
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 9
5. การเปลี่ยนแปลงรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น-
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 12
5.1 รายได้จากภาษีอากร
5.2 รายได้อื่น ๆ
5.3 เงินอุดหนุน
หลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนแก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 18
ก) กรุงเทพมหานคร
ข) เมืองพัทยา
ค) เทศบาล
ง) องค์การบริหารส่วนจังหวัด
จ) องค์การบริหารส่วนตำบล
5.4 เงินกู้ยืม

6. ลักษณะของแหล่งรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 24
6.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
6.2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ
6.3 ภาษีสุรา
6.4 ภาษีสรรพสามิต
6.5 ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน
7. การศึกษาแนวคิดและหลักเกณฑ์ในการจัดสรรภาษีให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 27
7.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
7.2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ
7.3 ภาษีสรรพสามิต
7.4 ภาษีรถยนต์และล้อเลื่อน
8. กรณีศึกษาเกณฑ์การจัดสรรภาษีให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างประเทศ
8.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
8.2 ภาษีบุหรี่ และยาสูบ (Tobacco tax)
8.3 ภาษียานยนต์และล้อเลื่อน (Motor vehicle tax)
9. ข้อพิจารณารายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย
10. ข้อพิจารณารายจ่ายขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย
10.1 การกำหนดนโยบายว่าด้วยการจัดบริการสาธารณะของส่วนท้องถิ่น
1) ความต้องการของประชาชนพลเมืองในท้องถิ่น
2) ต้นทุนการจัดบริการ
10.2 การวางแผนทางการคลังของส่วนท้องถิ่น
10.3 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
1) ระบบงบประมาณ
2) ความสามารถในการประมาณการรายได้
10.4 โครงสร้างรายจ่าย และความสามารถในการ “บริหาร” รายจ่ายของส่วนท้องถิ่น
10.4.1 รายจ่ายดำเนินการ และรายจ่ายลงทุน
1) รายจ่ายดำเนินการ (Operating expenditures)
2) รายจ่ายลงทุน (Capital expenditures)
11. บทสรุปท้าย 48 11.1 ด้านรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
11.2 ด้านรายได้กรณีเงินกู้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
11.3 ด้านรายจ่ายขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
บรรณานุกรม

เนื้อเรื่อง


คำนำ


อุดมคติของการปกครองตนเองหรือการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอุดมการณ์ของลัทธิการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย การเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและการที่ประชาชนหรือบุคคลจะมีสิทธิและเสรีภาพมากน้อยเพียงใดนั้นเป็นเรื่องของรายละเอียดที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายลำดับรองของแต่ละประเทศและความเข้าใจหลักการขั้นพื้นฐานของการปกครอง ตนเอง อาทิ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเนื่องจากเป็นกติกาของข้อตกลงร่วมกันของประชาสังคมประชาธิปไตยบนหลักการความเสมอภาคและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของ พลเมือง สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้งและการแข่งขันโดยเสรี เป็นต้น ในทางการเมืองการปกครองนั้นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นนับเป็นรากฐานในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยเนื่องเพราะการปกครองตนเองเป็นสถาบันการบ่มเพาะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารการปกครองประเทศเกิดความรับผิดชอบและหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนพักพิงอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความเลื่อมใส ศรัทธาในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในระบบการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่าง เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ ประเทศเหล่านี้จะให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและควบคุมการปกครองซึ่งเป็นวิธีการพัฒนาทางการเมืองที่ดีที่สุด
การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการกระจายอำนาจทางการบริหารการปกครองให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแสวงหาวิธีการที่จะจัดทำบริการสาธารณะของรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่นในลักษณะได้ตรงตามความต้องการของประชาชน เป็นการที่รัฐบาลมอบอำนาจให้ส่วนท้องถิ่นได้มีการปกครองตนเองเพื่อให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดทำหรือผลิตบริการสาธารณะให้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งประชาชนในแต่ละท้องถิ่นมีความต้องการที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม อันเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ทั้งความแตกต่างในแหล่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และจารีตประเพณี
1. วิวัฒนาการของการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย
1.1 สมัยสุโขทัยและอยุธยา ในสมัยสุโขทัยและอยุธยายังไม่ปรากฏลักษณะของการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยในสมัยสุโขทัยลักษณะของการปกครองที่เป็นลักษณะเด่นเป็นปรัชญาการปกครองในแบบฉบับของไทยดั้งเดิมเฉพาะถือเป็นคุณลักษณะและเอกลักษณ์ของไทยในสมัยสุโขทัยทีเดียวของการปกครอง คือ รูปแบบการปกครอง “แบบพ่อ ปกครองลูก” ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่ทรงเสด็จออกมาสอบถามความทุกข์ร้อนของประชาชนด้วยพระองค์เอง กรณีประชาชนในปกครองได้รับความเดือดร้อนโดยไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงประตูพระราชวัง ตามปรัชญาการปกครองดังกล่าวพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือน “บิดา” ประชาชนเรียกว่า “พ่อขุน” หรือ “พ่อใหญ่” ส่วนประชาชนนั้นถูกเรียกว่า “ลูกบ้าน” ภายหลังที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชสิ้นพระชนม์ลงแล้ว สุโขทัยเริ่มเสื่อมลงและถูกยึดครองโดยราชวงศ์ใหม่ของพระเจ้า อู่ทองและได้รับการสถาปนาเป็นพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 และได้ทรงสร้างราชอาณาจักรใหม่ขึ้นที่อยุธยา แนวคิดดั้งเดิมของไทยตามแบบการบริหารการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการบริหารการปกครองตามปรัชญาลัทธิเทวสิทธิ์ อันได้รับมาจากขอมและอินเดีย ดังนั้นพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาจึงเป็นที่รู้จักกันในฐานะที่พระมหากษัตริย์เป็น “พระเจ้า” และปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการบริหารการปกครองของพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง และต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ออกเป็นระบบจตุสดมภ์โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น เวียง วัง คลัง นา มรดกทางการบริหารการปกครองที่พระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงสร้างไว้ในสมัยของพระองค์คือ “ระบบศักดินา” ซึ่งใช้ชั้นยศหรือตำแหน่งทางราชการเป็นเกณฑ์กำหนดขนาดของที่ดินที่บุคคลหนึ่ง ๆ จะถือครอง ที่พึงจะได้รับเป็นค่าตอบแทนในการช่วยเหลือปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ที่ลดหลั่นกันลงไปเช่น หัวหน้ากรมที่สำคัญแต่ละกรมจะได้รับการครอบครองที่ดิน จำนวน 10,000 ไร่ และประชาชนธรรมดาจะได้รับการครอบครอง จำนวน 25 ไร่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบการบริหารการปกครองดังกล่าวยังไม่สามารถนำเอาบริการสาธารณะไปสู่ประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นที่ห่างไกลได้ และอำนาจการบริหารการปกครองท้องถิ่นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเจ้าเมืองหรือพวกขุนนางต่าง ๆ ความรับผิดชอบของประชาชนต่อท้องถิ่นหรือประโยชน์ส่วนรวมจึงไม่เกิดขึ้น
1.2 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ราชวงศ์จักรีมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นนักปกครองที่สำคัญหลายพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินและเปลี่ยนสถานบันจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบัน
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในขณะนั้นการล่าอาณานิคมของยุโรปกำลังแผ่ขยายเข้ามาในประเทศแถบนี้ พระองค์ได้ทรงตระหนักถึงเสถียรภาพและเอกราชของราชอาณาจักรไทย จนเป็นเหตุให้ต้องเสียดินแดนไปบางส่วน พระองค์ได้มีพระบรมราโชบายในการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไว้กล่าวคือ การเรียนรู้และยอมรับเอาวิทยาการใหม่ๆมาปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินเสียใหม่ โดยแบ่งการปกครองส่วนกลางออกเป็นแบบกระทรวงต่างๆ และในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เดิมเป็นระบบกินเมืองได้เปลี่ยนกล่าวคือ จัดให้มีสายการบังคับบัญชาลดหลั่นกันไปตามลำดับ ตั้งแต่ระดับกระทรวงในส่วนกลาง การปกครองมณฑล การปกครองเมือง (จังหวัด) การปกครองอำเภอไปจนถึงตำบลและหมู่บ้าน เป็นการบริหารการปกครองในลักษณะการรวมอำนาจไว้ในส่วนกลาง ในสมัยนั้นเรียกว่า “การเทศาภิบาล” และจากการเสด็จประพาสตามหัวเมืองต่างๆอยู่เสมอ เมื่อครั้งทรงเสด็จไปตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง ตลาดสด และสภาพโดยทั่วไปของเมืองไม่สะอาดและไม่เป็นการปลอดภัยสำหรับประชาชน จึงได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดรูปแบบการปกครองสุขาภิบาลขึ้น โดยเป็น รูปแบบคณะกรรมการทำหน้าที่ดูแลรักษาความสะอาด เป็นครั้งแรกที่ตำบล ดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงริเริ่มทดลองวิชาการปกตรองตนเองตามแบบเทศบาลขึ้นในบริเวณวังพญาไท ในปี พ.ศ. 2461 โดยโปรดเกล้าพระราชทานนามเขตการทดลองนี้ว่า ”ดุสิตธานี” โดยพระองค์ทรงมี พระราชประสงค์จะให้การทดลองดังกล่าว เป็นการสอนการปกครองตนเองแก่เสนาบดีและ ข้าราชการต่าง ๆ ด้วย การทดลองโดยการจำลองรูปแบบการปกครองตนเองดังกล่าวได้หยุดชะงักลง เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตลงในปี พ.ศ.2468 อย่างไรก็ตามพระราชดำริของพระองค์ที่จะทรงจัดสร้างการ ปกครองตนเองแก่ประชาชนนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการปกครองท้องถิ่นตามรูปแบบของ เทศบาลในเวลาต่อมา
1.3 สมัยรัชกาลที่ 7 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7 ได้ทรงให้พระราชวงศ์และเสนาบดีศึกษาระบบการปกครองตนเองที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย ได้ยกร่างพระราชบัญญัติเทศบาล และระหว่างการยกร่างอยู่นั้น ในปี พ.ศ.2469 ได้มีกฎหมายการจัดบำรุงสถานที่ ชายฝั่งทะเลตะวันตก อาณาเขตตั้งแต่ชะอำลงไปถึงหัวหินโดยจัดตั้งเป็นสภาบำรุงสถานที่ชายฝั่งทะเลตะวันตกขึ้น สภาที่จัดตั้งขึ้นนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีหน้าที่จัดบริการด้านสาธารณูปโภค และการสาธารณสุขในอาณาเขตดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามอีกขั้นหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยได้มีการปกครองแบบเทศบาลอย่างอารยประเทศ ถึงแม้ว่ารูปแบบการจัดตั้งสภาดังกล่าวจะยังไม่ตรงกับหลักการปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประการก็ตาม ในระหว่างที่ทำการศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติเทศบาลอยู่นั้น ก็มีกลุ่มทหารและพลเรือนซึ่งเรียกชื่อกลุ่มตนว่า ” คณะราษฎร์” กระทำการยึดอำนาจการปกครอง เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นเสียก่อนในปี พ.ศ.2475
1.4 การจัดตั้งเทศบาลครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 ในระยะแรกนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลทางด้านสังคมและการเมืองมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของการบริหาร เพราะโครงสร้างของการบริหารที่เคยเป็นอยู่อย่างไร ตลอดระยะเวลาของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ยังเป็นอยู่อย่างเดิม คงมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือ กระทรวงต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมก็ยังคงอยู่ เปลี่ยนแปลงแต่เพียงว่าแทนที่คณะรัฐมนตรีจะรับผิดชอบโดยตรงต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เปลี่ยนเป็นรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรตามระบอบการปกครองแบบรัฐสภา เพื่อให้เข้ากับลักษณะการปกครองอย่างมีรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยธรรมนูญราชการฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2476 ออกมากำหนดให้มีมณฑล จังหวัด และอำเภอ เป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น แต่ตามความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานดังกล่าวก็คือ หน่วยการบริหารราชการส่วน ภูมิภาคนั่นเอง ซึ่งต่อมาก็ได้มีพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 ยุบเลิกมณฑล เทศาภิบาล และให้จังหวัดเป็นหน่วยการปกครองส่วน ภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาก็คือ อำเภอ
การจัดตั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตามเค้าโครงเดิมที่ได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ รัชกาลที่ 5 นั้น รัฐได้จัดตั้งเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2476 ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาลพุทธศักราช 2476 ซึ่งต่อมาได้อาศัยพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แบ่งเทศบาลออกเป็น 3 ฐานะ คือ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร
1.5 การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาลและรูปการปกครองตำบล
นอกจากการจัดตั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของเทศบาลแล้ว รัฐบาลยังได้ตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2481 แต่ยังไม่ได้เป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยการปกครองส่วน ท้องถิ่นตามกฎหมาย เพราะการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้นมีความประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความ สนใจของประชาชนในท้องถิ่นตามครรลองของการปกครองตนเองเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งต่อมาในปี 2498 สภาจังหวัดจึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 และเพื่อเตรียมการให้ท้องถิ่นที่ยังขาดคุณสมบัติไม่สามารถจัดตั้งหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของเทศบาล ได้มีโอกาสฝึกหัดการปกครองตนเองบ้าง และเพื่อเร่งรัดให้แนวความคิดและการปฏิบัติในการปกครองตนเองได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงได้ตั้งสุขาภิบาลขึ้นเป็นหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง โดยอาศัยพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495 ซึ่งเป็นการผสมผสานรูปแบบของเทศบาลเข้ากับสุขาภิบาลหัวเมืองเดิม เพื่อเป็นการเตรียมยกฐานะของสุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลในโอกาสต่อไป
ในปี พ.ศ.2499 กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มจัดตั้งสภาตำบลขึ้นเพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองอีกรูปแบบหนึ่ง และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ.2499 ซึ่งเป็นผลให้องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหน่วยการปกครองส่วน ท้องถิ่นที่เล็กที่สุด และต่อมาได้ถูกยกเลิกโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
1.6 การปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน
จากหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ประกอบด้วย เทศบาล สุขาภิบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสำหรับกรุงเทพมหานครนั้นหลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 แล้วก็ทำให้เกิดการปกครองท้องถิ่นตามรูปแบบของเทศบาล คือ เทศบาลนครกรุงเทพ ต่อมาในปี 2514 ให้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัด ธนบุรีเข้าด้วยกัน เป็นผลให้เกิดรูปแบบการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรี โดยที่สภาพความเป็นจริงแล้ว การบริหารการปกครองเมืองที่มีขนาดใหญ่โตและมีปัญหาความแตกต่างจากการปกครองตามระบบของเทศบาล การปกครองนครหลวงจึงได้รับการกำหนดให้เป็น รูปแบบการปกครองลักษณะพิเศษตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ซึ่งก็ใช้อยู่ 2 ปีเศษ ก็มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ขึ้น ซึ่งกำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติฉบับ ปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2528 แต่ยังคงเป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอยู่ และในปี พ.ศ.2521 ก็ได้มีการกำหนดรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษขึ้นอีก คือ เมืองพัทยา ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 และถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 ใช้แทนในปัจจุบัน
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้กำหนดหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมย์ของท้องถิ่นและให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารบุคคล การเงิน และการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนโดยเฉพาะ และส่วนที่สำคัญเกี่ยวกับฐานะทางการคลังของท้องถิ่นตามมาตรา 284 วรรคสาม ได้กำหนดให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจในส่วนที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้คำนึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาและกำหนดหลักแห่งการปกครองตนเองที่สมบูรณ์ตามหลักสากล กล่าวคือ สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง และ/หรือคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ทำให้รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 5 รูปแบบ ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร 2 ลักษณะ คือ ลักษณะทั่วไป และลักษณะเฉพาะ
2. ความหมายและความสำคัญของการคลังท้องถิ่น
2.1 ความหมาย : การระดม “ปัจจัยการผลิต” มาใช้ในการจัดทำหรือผลิตบริการสาธารณะแก่ประชาชนพลเมืองในท้องถิ่น รวมหมายถึง การบริหารงานคลังขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้ การกำหนดรายจ่าย การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อวัสดุ การว่าจ้าง การเงินและบัญชี และการตรวจบัญชีขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
2.2 ความสำคัญ : รายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น นับเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารการคลังเพื่อการบริหารงานส่วนท้องถิ่น เนื่องจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการจัดทำบริการสาธารณะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกและความผาสุกให้แก่ประชาชน รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าของท้องถิ่น จำต้องมีรายได้ที่เพียงพอ หรือย่อมขึ้นอยู่กับการมีรายได้แก่การทนุบำรุงท้องถิ่นตามสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้น้อยหรือไม่เพียงพอ ทำให้องค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องพึ่งพาหรือขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เมื่อการเป็นดังนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องถูกควบคุมจากส่วนกลางมากขึ้นตามจำนวนเงินที่ได้รับการอุดหนุนนี้ การที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นถูกควบคุมจากส่วนกลางมากย่อมทำให้สิทธิและอำนาจหน้าที่ในการปกครองตนเองลดน้อยลง และขาดความริเริ่มที่จะปรับปรุงท้องถิ่นของตนให้เจริญก้าวหน้า และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางการเมืองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะเห็นว่าในประเทศที่มีการปกครองส่วนท้องถิ่นที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลจะมอบอำนาจในการจัดหารายได้ให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง
2.3 วัตถุประสงค์ของการคลังท้องถิ่น: วัตถุประสงค์ของการคลังท้องถิ่น การคลังท้องถิ่นเป็นกลไกที่จำเป็นที่จะทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งพอจะสรุปวัตถุประสงค์ของการคลังท้องถิ่นได้ 2 ประการ คือ
1) การจัดหารายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รายได้ของส่วนท้องถิ่นนั้นโดยหลักการแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีรายได้กี่ชนิด ประเภทใดบ้าง และอัตราการจัดเก็บอย่างไร ย่อมจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลตามกฎหมาย เป็นการกำหนดและมอบอำนาจให้ในรูปของกฎหมาย เช่น รายได้ของเทศบาลจะเป็นตามพระราชบัญญัติเทศบาลซึ่งกำหนดที่มาของแหล่งรายได้ไว้ เป็นต้น
2) การกำหนดรายจ่ายและการจัดทำงบประมาณ การกำหนดรายจ่ายขององค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ของแต่ละหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การกำหนดรายจ่ายของเทศบาลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 เป็นต้น สำหรับการจัดทำงบประมาณขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดขั้นตอนหรือกระบวนการในการจัดทำงบประมาณ บริหารงบประมาณ และควบคุมงบประมาณ เพื่อบริหารการจัดหารายได้ให้สอดคล้องกับการกำหนดรายจ่ายของ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป
3. หลักแห่งการปกครองตนเองและรายได้ของหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ก่อนบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้ว จำนวน 16 ฉบับ และได้เลิกล้มไปแล้ว 15 ฉบับ ฉบับปัจจุบันซึ่งเป็นฉบับที่ 16 ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พุทธศักราช 2540 ประกอบด้วย
1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2575
2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475
3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489
4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490
5. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492
6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495
7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502
8. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511
9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515
10. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517
11. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2519
12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520
13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521
14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534
15. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534
16. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะเห็นว่า ได้มีการกำหนดลักษณะรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ส่วนการบริหารงานเกี่ยวกับการคลังของท้องถิ่นนั้น ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ฉบับด้วยกัน ซึ่งกำหนดให้ส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการปกครองตนเองและดำเนินการกำหนดภาษีอากร และการเงินของส่วนท้องถิ่นเอง ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ รัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ฉบับ รวมทั้งฉบับปัจจุบันด้วย ประกอบด้วย
3.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 ในหมวด 9 การปกครองท้องถิ่น มาตราที่กำหนดเกี่ยวกับส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย
มาตรา 214 การจัดระเบียบการปกครองส่วนท้องถิ่นรวมทั้งนครหลวง ต้องเป็นไปตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งมีอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครองท้องถิ่นของตน และมีอิสระในทางการภาษีอากรและการเงินแห่งท้องถิ่น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
มาตรา 215 ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมมีสิทธิ ปกครองตนเอง
มาตรา 216 การปกครองท้องถิ่นทุกระดับในทุกจังหวัดรวมทั้งนครหลวง ให้มีสภาท้องถิ่นและหัวหน้าฝ่ายบริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นและต้องมีการเลือกตั้งตามระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมาย
มาตรา 217 การเลือกตั้งสมาชิกของสภาท้องถิ่น ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
การเลือกตั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น จะใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ หรือจะให้สภาท้องถิ่นเลือกตั้งจากสมาชิกของสภาท้องถิ่นก็ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
3.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ในหมวด 9 การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตราที่กำหนด ประกอบด้วย
มาตรา 180 การจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเป็นไปตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
มาตรา 181 การปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นอำนาจหน้าที่ของสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
มาตรา 182 สมาชิกสภาท้องถิ่น ให้มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก การแต่งตั้งสมาชิกจะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และต้องมีจำนวนน้อยกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 94 (1) และ (2) ด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 183 คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก การ แต่งตั้งคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
3.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ในหมวด 9 การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตราที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
มาตรา 196 ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต้องเป็นไปตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง มีอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครองท้องถิ่นของตน และมีอิสระในทางการภาษีอากรและการเงินแห่งท้องถิ่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การกำกับดูแลองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม
มาตรา 197 ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมมีสิทธิ ปกครองตนเอง
มาตรา 198 สมาชิกสภาท้องถิ่น ให้มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก การแต่งตั้งสมาชิกจะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นตามบทบัญญัตแห่งกฎหมาย และต้องมีจำนวนน้อยกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 111(1) และ (2) ด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 199 คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก การแต่งตั้งคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาทั้งหมด 16 ฉบับ รวมทั้งฉบับปัจจุบันด้วย และมีรัฐธรรมนูญที่กำหนดเกี่ยวกับการปกครอง ท้องถิ่นทั้งหมดเพียง 4 ฉบับเท่านั้น ตามที่กล่าวมาข้างต้น และรัฐธรรมนูญฉบับที่เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นยกเว้นฉบับที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ฉบับที่มีความสมบูรณ์เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 ซึ่งได้กำหนดหลักแห่งการปกครองตนเองตามหลักการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นสากลและกำหนดให้ส่วนท้องถิ่นมีอิสระในทางการภาษีอากรและการเงินแห่งท้องถิ่น
ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 แม้จะกำหนดหลักการเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับความเป็นอิสระในทางการภาษีอากรและการเงินแห่งท้องถิ่นก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนี้ หลักการแห่งที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่น ไม่เป็นไปตามหลักการปกครองตนเองของท้องถิ่น กล่าวคือ กำหนดสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการแต่งตั้ง แม้จะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและต้องมีจำนวนน้อยกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม
4. หลักแห่งการปกครองตนเองและรายได้ของหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในหมวด 9 การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย
มาตรา 282 ภายใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการ ปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น
มาตรา 283 ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิได้รับจัดตั้งเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ จะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้
มาตรา 284 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลาย ย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงิน และการคลัง และ มีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ
การกำหนดอำนาจและหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นเป็นสำคัญ
เพื่อพัฒนาการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(1) การกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง
(2) การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองเป็นสำคัญ
(3) การจัดให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ตาม (1) และ (2) ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมีจำนวนเท่ากัน
ในกรณีที่มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่และการจัดสรรภาษีและอากรตาม (1) และ (2) ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดแล้ว คณะกรรมการตาม (3) จะต้องนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ หรือวันที่มีการจัดสรรภาษีและอากรแล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกำหนดอำนาจและหน้าที่ และการจัดสรรภาษีและอากรที่ได้กระทำไปแล้ว ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นเป็นสำคัญ
การดำเนินการตามวรรคสี่ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานรัฐสภาแล้วให้มีผลใช้บังคับได้
มาตรา 285 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่น และคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารท้องถิ่น
สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง
คณะบริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น
การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี
คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจะเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น มิได้
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในกรณีที่มีการยุบสภาท้องถิ่น หรือในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามมาตรา 286 และต้องมีการแต่งตั้งคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว มิให้นำ บทบัญญัติวรรคสอง วรรคสาม และวรรคหก มาใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 286 ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง เห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การลงคะแนนเสียงตามวรรคหนึ่งต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
มาตรา 287 ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด มีจำนวนไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่นเพื่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้
คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องจัดทำร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นเสนอมาด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อรวมทั้งการตรวจสอบ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 288 การแต่งตั้ง และการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งจะต้องประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วย ราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมีจำนวนเท่ากัน
การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 289 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมมีหน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาอบรมและการฝึกอาชีพตามความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น และเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ แต่ต้องไม่ขัดต่อมาตรา 43 และมาตรา 81 ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมภายในท้องถิ่นตามวรรคสอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องคำนึงถึงการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นด้วย
มาตรา 290 เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(1) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่
(2) การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน
(3) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ตามมาตรา 284 วรรคสาม ได้กำหนดให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนที่สำคัญที่เป็นเครื่องมือกลไกในการจัดการบริหารสาธารณะ คือ การคลังท้องถิ่น ได้กำหนดสัดส่วนรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นกับรัฐบาล โดยในปี พ.ศ. 2544 รัฐจะต้องจัดสรรรายได้ให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาล และภายในปีงบประมาณ 2549 จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 35 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาล ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ หรือวันที่มีการจัดสรรภาษีและอากรแล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกำหนดอำนาจและหน้าที่ และการจัดสรรภาษีและอากรที่ได้กระทำแล้ว โดยต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นเป็นสำคัญ
5. การเปลี่ยนแปลงรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
การกระจายอำนาจทางการคลังสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยที่ชัดเจน ได้เริ่มต้นมีขึ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นปีที่มีการตราพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ขึ้นบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยในปี พ.ศ. 2544 เป็นปีแรกที่มีการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจต่าง ๆ ที่กำหนดให้ในปี พ.ศ. 2544 รายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเคยมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 13 ของรายได้รัฐบาล ต้องเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อยร้อยละ 20 และภายในปีงบประมาณ 2549 จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อยร้อยละ 35 ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วปรากฏว่ารัฐบาลสามารถจัดสรรส่วนแบ่งรายได้ของรัฐบาล ทั้งที่เป็นภาษีอากรและเงินอุดหนุนเพิ่มให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณ 2544 เป็นร้อยละ 20.92 และในปีงบประมาณ 2545 สามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้ขึ้นได้เป็นร้อยละ 22 ซึ่งนับได้ว่าสอดคล้องกับขัอบัญญัติที่กฎหมายกำหนดไว้ รายละเอียดปรากฏตามตาราง สัดส่วนรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายได้ของรัฐบาล ปี 2539-2546 และ กราฟสัดส่วนรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายได้ของรัฐบาล ปี 2539-2547 และแผนภูมิเปรียบเทียบรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2542-2547 พร้อมภาคผนวกรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จำแนกตามประเภทและจำแนกตามภูมิภาค ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญที่เคยมี

แหล่งที่มาของรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 อาจแบ่งรายได้ขององค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นได้ 4 ประเภท ได้แก่
5.1 รายได้จากภาษีอากร
5.2 รายได้อื่น ๆ
5.3 เงินอุดหนุน
5.4 เงินกู้ยืม
5.1 รายได้จากภาษีอากร ตามมาตรา 23 – 26 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้มีการกำหนดถึงรายได้ประเภทต่าง ๆ ที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทจะได้รับ ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 แล้ว รายได้ประเภทต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ประกอบด้วย
ก. รายได้ส่วนที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง ซึ่งมีรายการดังต่อไปนี้
1) ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
2) ภาษีบำรุงท้องที่
3) ภาษีป้าย
4) อากรการฆ่าสัตว์
5) อากรรังนกอีแอ่น
6) ภาษีบำรุงท้องถิ่นจากยาสูบ น้ำมันและโรงแรม
7) รายได้ที่มิใช่ภาษีอากร
ข. ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บให้และภาษีที่รัฐบาลแบ่งให้ ได้แก่
1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม
2) ภาษีธุรกิจเฉพาะ
3) ภาษีสุรา
4) ภาษีสรรพสามิต
5) ภาษียานยนต์และล้อเลื่อน
5.2 รายได้อื่น ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการถ่ายโอนภาระหน้าที่และงบประมาณจากทางราชการส่วนกลางมายังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
นอกจากภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่กำหนดให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บได้แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมและเงินได้อื่น กฎหมายยังได้กำหนดให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมีรายได้ในรูปแบบอื่นอีก ซึ่งตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมีรายได้หรือรายรับ ดังต่อไปนี้
1) รายได้จากทรัพย์สินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
2) รายได้จากสาธารณูปโภค
3) รายได้จากการพาณิชย์และการทำกิจการ ไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือจากสหกรณ์
4) ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับ ค่าตอบแทน หรือรายได้อื่นใดตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
5) ค่าบริการ
6) เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ
7) รายได้จากการจำหน่ายพันธบัตร
8) เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีผู้อุทิศให้
9) เงินช่วยเหลือหรือค่าตอบแทน
10) รายได้จากทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือรายได้จากทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการเพื่อมุ่งหากำไรในเขตขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
11) รายได้จากค่าธรรมเนียมพิเศษ
5.3 เงินอุดหนุน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา แม้จะมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีบางประเภท แต่ก็มีรายได้จำกัดไม่พอเพียงกับการใช่จ่ายเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตน ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาล ตามบทบัญญัติในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่ได้กำหนดไว้
โดยทั่วไปแล้วเงินอุดหนุนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
5.3.1 เงินอุดหนุนทั่วไป เงินอุดหนุนทั่วไป เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้จ่ายเงินอุดหนุนทั่วไปด้วยดุลพินิจของตนเอง
5.3.2 เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลกำหนดลงไปด้วยว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องใช้เงินอุดหนุนนั้นไปทำอะไร หรือกำหนดเป็นโครงการ
แต่อย่างไรก็ตามในทางเศรษฐศาสตร์โดยพื้นฐานแล้วนั้น เงินอุดหนุนสามารถแบ่งเป็นเงินอุดหนุนที่มีเงื่อนไข (Condition Grants) และเงินอุดหนุนที่ไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Grants) สำหรับเงินอุดหนุนที่มีเงื่อนไขก็สามารถแบ่งย่อยออกไปเป็นเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า (Non-matching Grants) และเงินอุดหนุนแบบร่วมสมทบ (Matching Grants)
การจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภท จะเป็นไปในรูปแบบของเงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ โดยได้ดำเนินการใน 2 ลักษณะ ประกอบด้วย
1. จัดสรรให้แก่เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล โดยผ่านกรมการปกครอง
2. จัดสรรให้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยการจัดสรรตรงให้แก่องค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งสอง
ลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนแก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
ก) กรุงเทพมหานคร
1) เงินอุดหนุนทั่วไป เพื่อการศึกษาในเรื่องวัสดุการศึกษาและอาหารเสริม (นม)
(1) ค่าวัสดุ
• เด็กก่อนประถมศึกษาจัดสรรให้ 195 บาท/คน
• เด็กประถมศึกษาจัดสรรให้ 270 บาท/คน
• เด็กโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา
- ม.1-ม.3 จัดสรรให้ 100 บาท/คน
- ม.4-ม.6 จัดสรรให้ 375 บาท/คน
(2) ค่าแบบเรียนสำหรับนักเรียนยืมเรียน
• เด็กประถมศึกษา
- หนังสือใหม่และแบบฝึกหัดให้ทุกคนร้อยละ 100 โดยจัดสรรให้ 50 บาท/คน
- หนังสือเดิมให้ทดแทนร้อยละ 30 จัดสรรให้ 240 บาท/คน
• เด็กโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา
- ให้ร้อยละ 100 ของนักเรียนที่เพิ่มขึ้นและให้ทดแทนร้อยละ 30 ราคา
ชุดละ 400 บาท
(3) ค่าเครื่องเขียน
• เด็กประถมศึกษา จัดสรรให้ร้อยละ 30 ของจำนวนนักเรียน
- ป.1-ป.4 จัดสรรให้ 29.50 บาท/คน
- ป.5-ป.6 จัดสรรให้ 73 บาท/คน
(4) ค่าเครื่องแบบนักเรียน
• เด็กก่อนประถมศึกษา
- ให้ร้อยละ 30 คนละ 2 ชุด ชุดละ 120 บาท
• เด็กโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา
- ให้ร้อยละ 20 คนละ 2 ชุด ชุดละ 225 บาท
(5) ค่าเงินอุดหนุนบำรุงการศึกษา
• เด็กโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา จัดสรรให้ร้อยละ 100
- ม.1-ม.3 จัดสรรให้ 750 บาท/คน
- ม.4-ม.6 จัดสรรให้ 1,400 บาท/คน
(6) ค่าเงินอาหารเสริม (นม)
• เด็กก่อนประถมศึกษาจัดสรรให้ร้อยละ 100 คนละ 5 บาท จำนวน 200 วัน
• เด็กประถมศึกษาจัดสรรให้ร้อยละ 100
- ป.1-ป.4 จัดสรรให้ ร้อยละ100 คนละ 5 บาท จำนวน 200 วัน
2) เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลมอบหมายให้ กรุงเทพมหานครดำเนินการ เช่น โครงการตามมติคณะรัฐมนตรี มติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก เป็นต้น ซึ่งการลงทุนในการดำเนินงานดังกล่าวมีจำนวนวงเงินลงทุนที่สูง กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถจะรับภาระการ ลงทุนเองได้ทั้งหมด ได้กำหนดสัดส่วนการลงทุนระหว่าง รัฐบาล : กรุงเทพมหานคร ในอัตราร้อยละ 60 : 40
ข) เมืองพัทยา
1) เงินอุดหนุนทั่วไป
(1) เพื่อการศึกษาในเรื่องวัสดุการศึกษา อาหารกลางวัน อาหารเสริม (นม) โดยมีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับเงินอุดหนุนทั่วไปของกรุงเทพมหานคร สำหรับการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเพื่อเป็นอาหารกลางวัน โดยจัดสรรงบประมาณให้เด็กก่อนประถมศึกษาและประถมศึกษาให้ในอัตราส่วนร้อยละ 30 ของจำนวนเด็กนักเรียนทั้งสิ้นในอัตราคนละ 6 บาท รวม 200 วัน
(2) เพื่อการพัฒนาเทศบาล โดยจัดสรรให้ตามจำนวนประชากร 150 บาท/คน และจัดสรรให้ตามชั้นเทศบาลเป็นเงิน 700,000 บาท (เมืองพัทยาจัดอยู่ในเทศบาลชั้น 1)
2) เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อการลงทุนตามแผนพัฒนาของเมืองพัทยา ซึ่งเป็นการ จัดสรรตามโครงการที่กำหนดไว้
ค) เทศบาล
1) เงินอุดหนุนทั่วไป เพื่อการพัฒนาเทศบาล
(1) จัดสรรตามจำนวนประชากร 150 บาท/คน
(2) จัดสรรตามชั้นของเทศบาล ดังนี้
• ชั้น 1 22 แห่ง แห่งละ 700,000 บาท
• ชั้น 2 38 แห่ง แห่งละ 800,000 บาท
• ชั้น 3 27 แห่ง แห่งละ 1.2 ล้านบาท
• ชั้น 4 30 แห่ง แห่งละ 1.3 ล้านบาท
• ชั้น 5-7 1,012 แห่ง แห่งละ 1.4 ล้านบาท
(3) จัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาในเรื่องวัสดุการศึกษา อาหารกลางวัน อาหารเสริม (นม)
2) เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ
(1) เงินอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาเทศบาล
หลักเกณฑ์
• จำนวน 60% ของวงเงิน จัดสรรให้เท่ากันทุกแห่ง
• จำนวน 40% จัดสรรตามตัวแปร 3 ตัว ดังนี้
40% - รายได้ของเทศบาล
20% - ความหนาแน่นของประชากร
40% - จำนวนประชากร
(2) เงินอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาเมืองที่มีลักษณะพิเศษ
หลักเกณฑ์
จัดสรรให้แก่เมืองที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาเมือง การส่งเสริมการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543 – 2544 มีจำนวน 62 แห่ง โดยให้เทศบาลแห่งละประมาณ 25 ล้านบาท
ง) องค์การบริหารส่วนจังหวัด
1) เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ
(1) จัดสรรเหมือนเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของเทศบาล
(2) จัดสรรตามมติคณะรัฐมนตรี นโยบาลของรัฐบาล และทิศทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี
จ) องค์การบริหารส่วนตำบล
1) เงินอุดหนุนทั่วไป
(1) เงินอุดหนุนทั่วไปเพื่อการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล
หลักเกณฑ์
• จำนวน 25% ของวงเงิน จัดสรรให้เท่ากันทุกแห่ง
• จำนวน 75% ของวงเงิน จัดสรรตามตัวแปร 4 ตัว ดังนี้
10% - จำนวนประชากร
15% - ขนาดพื้นที่
20% - จำนวนหมู่บ้าน
55% - รายได้ โดยมีอัตราส่วนผกผัน
(2) เงินอุดหนุนเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ 68,324 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 100,000 บาท
(3) เงินอุดหนุนในการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ (ขุดลอกแหล่งน้ำ)
หลักเกณฑ์
30% - ตามเกณฑ์พัฒนาด้านน้ำและระดับการพัฒนา
35% - ตามจำนวนประชากร
25% - ตามรายได้
10% - ตามขนาดพื้นที่
(4) เงินอุดหนุนตามนโยบายรัฐบาล หรือทิศทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี
5.4 เงินกู้ยืม ตามบทบัญญัติในมาตรา 28 (9) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้กำหนดว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะมีรายรับ ดังต่อไปนี้
1) เงินกู้จากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่าง ๆ
2) เงินกู้จากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม การกู้เงินจากองค์การหรือนิติบุคคลต่าง ๆ ตามมาตรา 28 (9) และการ กู้เงินตามมาตรา 28 (10) ให้ออกเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
หลักเกณฑ์การกู้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยทั่วไปองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจที่จะกู้เงินมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมของส่วนท้องถิ่นได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ มักจะมีมาตรการกำกับดูแลการกู้เงินของส่วนท้องถิ่นให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม การควบคุมการกู้เงินที่เข้มงวดมากที่สุด คือการให้ส่วนท้องถิ่นเสนอขออนุมัติกู้เงินต่อรัฐบาลเป็นรายการ ๆ ไป รัฐบาลอาจอนุญาตให้ส่วนท้องถิ่นกู้เงินโดยรัฐบาล (กระทรวงการคลัง) ค้ำประกันหรือไม่ก็ได้ วิธีการนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยม มีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่ยังใช้อยู่ เช่น ประเทศไทย เป็นต้น
วิธีการควบคุมการกู้เงินของส่วนท้องถิ่นที่นิยมใช้กันมากคือการควบคุมโดยการกำกับดูแลเพดานเงินกู้และ/หรือภาระการใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้ให้มีสัดส่วนที่ไม่เสี่ยง หรือไม่สูงเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้ส่วนท้องถิ่นรักษาวินัยทางการคลังเป็นสำคัญ
บางประเทศอาจเลือกใช้ “กลไกตลาด” ควบคุมการกู้เงินของส่วนท้องถิ่น ในกรณีเช่นนี้ส่วนท้องถิ่นจะกู้เงินในตลาดการเงินและตลาดเงินทุนหลักทรัพย์ โดยรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงหรือตรวจสอบใด ๆ กรณีนี้ผู้ให้กู้จะต้องรับผิดชอบตัวเอง โดยมีกลไกการเปิดเผยข้อมูล การค้ำประกันและประเมินความเสี่ยงของหลักทรัพย์ ฯลฯ เป็นตัวควบคุมวินัยทางการคลังส่วนท้องถิ่น วิธีการนี้อาจเหมาะสำหรับประเทศที่มีการพัฒนาด้านการตลาดการเงินและตลาดหลักทรัพย์ไปมากแล้วเท่านั้น

ประเภทรายได้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เมืองพัทยา กรุงเทพ มหานคร
1. รายได้ที่ส่วนท้องถิ่นจัดหาเอง
1.1 รายได้จากภาษีอากรที่ส่วน ท้องถิ่นจัดเก็บเอง
1.1.1 ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
1.1.2 ภาษีบำรุงท้องที่
1.1.3 ภาษีป้าย
1.1.4 อากรการฆ่าสัตว์
1.1.5 อากรรังนกอีแอ่น
1.1.6 ภาษียาสูบ น้ำมันและ โรงแรม
1.2 รายได้ที่มิใช่ภาษีอากร
1.2.1 ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และใบอนุญาต
1.2.2 รายได้จากทรัพย์สิน
1.2.3 รายได้จากสาธารณูปโภค
1.2.4 รายได้จากการประกอบกิจการพาณิชย์
1.2.5 รายได้เบ็ดเตล็ด

ประเภทรายได้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เมืองพัทยา กรุงเทพ มหานคร
2. รายได้จากภาษีท้องถิ่นที่รัฐบาล จัดเก็บให้
2.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ตาม พ.ร.บ.จัดสรรฯ + พ.ร.บ.เมืองพัทยา
- ตาม พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด
2.2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ
2.3 ภาษีสุรา
2.4 ภาษีสรรพสามิต
2.5 ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน
2.6 ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์
2.7 ภาษีการพนัน
2.8 ค่าภาคหลวงแร่
2.9 ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม
2.10 รายได้ตามกฎหมายอุทยานฯ*
2.11 ค่าภาคหลวงป่าไม้*
2.12 ค่าธรรมเนียมน้ำบาดาล*
2.13 ค่าใบอนุญาต อาชญาบัตรประมง*

3. รายได้จากภาษีที่รัฐบาลแบ่งให้
3.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตาม พ.ร.บ.
กำหนดแผนฯ)
6. ลักษณะของแหล่งรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในส่วนนี้จะกล่าวถึงลักษณะของภาษีหลักบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนดที่เป็นรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นไปที่การพัฒนาฐานภาษี และวิธีการจัดเก็บของภาษีนั้น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเข้าใจถึงลักษณะของรายได้ภาษีหลักตามที่กล่าวนั้น
6.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร โดยภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้นำเข้าจากการขายสินค้า การให้บริการและการนำเข้าสินค้าหรือบริการทั่วไปจากต่างประเทศในอัตราร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกประเภทในราชอาณาจักรของผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1,200,000 ต่อปี หรืออัตราร้อยละ 0 สำหรับการส่งออกสินค้า เงินภาษีที่จัดเก็บได้จะนำเข้าเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด
การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของส่วนท้องถิ่น เป็นการจัดเก็บโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2479 และพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 เป็นต้น ที่ให้อำนาจแก่ส่วนท้องถิ่นในการออกข้อกำหนดของตน เพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นจากอัตราที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร โดยกรณีประมวลรัษฎากรเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ให้ส่วนท้องถิ่นเก็บในอัตราร้อยละ 0 ในกรณีที่ประมวลรัษฎากรเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 6.3 ให้ส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บเพิ่มในอัตราร้อยละ 0.7 ( 1 ใน 9 ของอัตราตามประมวลรัษฎากร) รวมเป็นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการจดทะเบียน ร้อยละ 7
6.2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการการธนาคาร การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ในอัตราร้อยละ 3 ของยอดรายรับ การรับประกันชีวิตในอัตราร้อยละ 2.5 การรับประกันภัยในอัตราร้อยละ 3.0 การรับจำนำในอัตราร้อยละ 2.5 การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 3.0 การขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทางค้าหรือหากำไรในอัตราร้อยละ 3.0 และการขายหลักทรัพย์ในอัตราร้อยละ 0.1 ภาษีธุรกิจเฉพาะที่จัดเก็บได้จะนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน
การจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เป็นรายได้ของส่วนท้องถิ่น อาศัยอำนาจตามกฎหมายเช่นเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ให้อำนาจส่วนท้องถิ่นออกข้อกำหนดของตน เพื่อจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 10 ของอัตราที่กำหนดตามประมวลรัษฎากร ดังนั้น อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะที่เรียกเก็บจากประชาชน จึงเป็นอัตราตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร และเพิ่มสำหรับเป็นรายได้ของส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของอัตราที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร เช่น ประมวลรัษฎากรเรียกเก็บร้อยละ 3 เมื่อรวมกับอัตราภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเพื่อท้องถิ่นอีกร้อยละ 0.3 จึงเป็นอัตราภาษีที่เก็บจากประชาชนในอัตราร้อยละ 3.3 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกิจการบางประเภทที่ประกอบกิจการตามลักษณะที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแต่ได้รับการยกเว้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นกิจการที่เป็นของรัฐบาล หรือรัฐบาลเป็นหุ้นส่วนใหญ่ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น
6.3 ภาษีสุรา
ภาษีสุรา เป็นภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 โดยกรมสรรพสามิตจัดเก็บจากผู้รับใบอนุญาตทำสุราที่จัดจำหน่ายในราชอาณาจักร และผู้นำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร ภาษีที่จัดเก็บได้จะนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด
เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 และพระราชกฤษฎีการายได้จังหวัด พ.ศ. 2499 ได้ให้อำนาจเทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ออกเทศบัญญัติข้อบังคับและข้อบัญญัติแล้วแต่กรณีเก็บภาษีสุราและภาษีเครื่องดื่มจากโรงงานซึ่งอยู่ในเขตเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 10 ของภาษีที่จัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยสุราและตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเครื่องดื่ม แล้วให้เป็นรายได้ของท้องถิ่นนั้น ๆ
เนื่องจากเหตุผลทางกฎหมายข้างต้นรายได้จากภาษีสุราและภาษีเครื่องดื่มจะตกเป็นรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของโรงงานเท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงประชาชนที่อยู่นอกเขตก็มีส่วนร่วมในการบริโภคและเสียภาษีนี้ด้วย จึงมีการปรับปรุงเพื่อให้ส่วนท้องถิ่นทุกแห่งได้ส่วนแบ่งจากรายได้ดังกล่าวตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 327 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ออกเทศบัญญัติ ข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติ เพื่อเก็บภาษีสุราและภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น พร้อมกับกำหนดไว้ตายตัวในประกาศคณะปฏิวัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุรา และภาษีเครื่องดื่มเสียภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของภาษีประเภทนั้น ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่จัดเก็บสุราและภาษีเครื่องดื่มได้แล้ว ให้หักค่าใช้จ่ายไว้ร้อยละ 5 แล้วส่งเงินที่เหลือให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดสรรให้ส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ โดยถือจำนวนประชากรตามรายงานของผู้ว่าราชการจังหวัดตามยอดในวันที่ 30 กันยายนของทุกปี
เมื่อมีการจัดตั้งกรุงเทพมหานคร ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสุราและภาษีเครื่องดื่ม พ.ศ. 2517 และยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 327 แต่กฎหมายยังคงมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 327 มีเพิ่มเพียงให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรให้กรุงเทพมหานครและท้องถิ่นอื่นได้เท่านั้น
พระราชบัญญัติจัดสรรภาษีสุราและเครื่องดื่ม พ.ศ. 2517 ใช้บังคับ ต่อมากระทั่งปี 2527 เครื่องดื่มกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตแทน จึงปรับปรุงให้เหลือเพียงภาษีสุราแต่อย่างเดียว โดยหลักการและสาระสำคัญของกฎหมายยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมและในปีเดียวกันนั้นได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรภาษีสุราซึ่งยังเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม คือ จัดสรรให้ท้องถิ่นตามอัตราส่วนของจำนวนประชากรในปีงบประมาณที่ล่วงมาโดยแบ่งการจัดสรรเป็น 3 งวด ได้แก่ งวดที่หนึ่งภายในเดือนตุลาคม งวดที่สองภายในเดือนกุมภาพันธ์ และงวดที่สามภายในเดือนมิถุนายน

6.4 ภาษีสรรพสามิต
ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 และพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 เงินภาษีที่จัดเก็บได้จะนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน
ในส่วนที่เป็นรายได้ของส่วนท้องถิ่น เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ที่กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาแต่ไม่เกินร้อยละ 10 เมื่อกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นเพื่อส่วนท้องถิ่นแล้วให้หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 3 ของภาษีที่เก็บได้ และส่งมอบส่วนที่เหลือเข้าบัญชีกระทรวงมหาดไทยที่กรมบัญชีกลาง และกระทรวงมหาดไทยจะจัดสรรให้ส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ตามสัดส่วนของจำนวนประชากรปีงบประมาณก่อนปีงบประมาณที่ล่วงมา โดยแบ่งการจัดสรรออกเป็น 3 งวด คือ งวดที่หนึ่งภายในเดือนตุลาคม งวดที่สองภายในเดือนกุมภาพันธ์ และงวดที่สามภายในเดือนมิถุนายน
ในทางปฏิบัติเงินภาษีที่จะจัดสรรให้แก่ส่วนท้องถิ่นจะฝากไว้ที่กรมบัญชีกลาง เมื่อถึงงวดการจัดสรรจึงจะแจ้งยอดให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ เงินภาษีดังกล่าวไม่ได้ส่งให้กระทรวงมหาดไทยเก็บรักษาหรือนำไปหาประโยชน์ ขณะที่การดำเนินการของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมดไม่ได้หักค่าใช้จ่าย ใด ๆ ซึ่งการจัดสรรภาษีต่าง ๆ ให้แก่ส่วนท้องถิ่นเป็นการจัดสรรให้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฏหมายกำหนด โดยไม่สามารถใช้ดุลพินิจของหน่วยงานไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากที่กฎหมายกำหนไว้ได้
6.5 ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน
ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อนจัดเก็บโดยอาศัยพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติล้อเลื่อน พ.ศ. 2478 เป็นภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บให้แก่ส่วนท้องถิ่น โดยยกรายได้ภาษีทั้งหมดให้แก่ส่วนท้องถิ่นและไม่ได้หักค่าบริหารจัดเก็บแต่อย่างไร
ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อนที่เก็บได้ในจังหวัดใดก็เป็นรายได้ของส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนั้นทั้งหมด เกณฑ์การจัดสรรระหว่างหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัดมีดังนี้ เทศบาลได้รับ ร้อยละ 50 และองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับร้อยละ 25 ในกรณีที่มีเทศบาลเกิน 1 แห่ง ในจังหวัดนั้น ก็ให้เทศบาลทุกแห่งได้รับภาษีนี้เท่า ๆ กัน นั่นคือ ใช้จำนวนเทศบาลในจังหวัดนั้นหารรายได้จำนวนร้อยละ 50 ที่ได้รับจากการจัดสรรภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน วิธีการนี้ก็ใช้กับเทศบาลที่ยกฐานะจากสุขาภิบาล ในกรณีที่จังหวัดนั้นมีเทศบาลที่ยกฐานะจากสุขาภิบาลเกิน 1 แห่ง
จะเห็นได้ว่าภาษีดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บทั้งหมด แล้วจึงจัดสรรต่อให้กับส่วนท้องถิ่น

7. การศึกษาแนวคิดและหลักเกณฑ์ในการจัดสรรภาษีให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
หลักเกณฑ์สำหรับภาษีท้องถิ่นที่ดี ตามหลักแนวคิดของ McLure (1999) และ Bird (1999) นั้น ควรจะเป็นแหล่งรายได้ที่มีความสอดคล้องกับการนำไปใช้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นมาจากภาระหน้าที่ในความรับผิดชอบของแต่ละท้องถิ่น นอกจากนั้นภาษีดังกล่าวก็ควรจะมีความง่ายและความชัดเจนในด้านการบริหารและการจัดการ โดยระบบภาษีท้องถิ่นจะต้องก่อให้เกิดการบิดเบือนทางเศรษฐกิจ (economic distortion) น้อยที่สุด และการจัดเก็บภาษีจะต้องไม่เกิดการผลักภาระภาษีไปให้แก่บุคคลอื่น ๆ
ดังนั้น ภาษีบางประเภทก็มีความเหมาะสมที่จะให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บเอง เช่น ภาษีทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ เป็นต้น แต่สำหรับภาษีบางประเภทนั้น ถึงแม้ว่าจะสามารถเป็นแหล่งรายได้ที่ดีให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ถ้าหากรัฐบาลโอนอำนาจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเองด้วยแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาความซ้ำซ้อนและก่อให้เกิดต้นทุนในการบริหารจัดการที่สูงโดยใช่เหตุ ซึ่งภาษีประเภทหลังนี้ก็ควรที่จะให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บให้ แล้วค่อยจัดสรรคืนให้กับส่วนท้องถิ่นอีกครั้ง
โดยแนวคิดในการจัดสรรภาษีที่ดีนั้น ก็ควรที่จะเป็นการจัดสรรโดยอิงกับฐานภาษีที่เป็นแหล่งกำเนิดของรายได้จากภาษีแต่ละประเภทอย่างแท้จริง ในการนี้จึงขอแยกการพิจารณาภาษีในแต่ละประเภท อันได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีสรรพสามิต (Excise tax) และภาษีรถยนต์ และล้อเลื่อน ดังต่อไปนี้
7.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือได้ว่าเป็นประเภทหนึ่งของภาษีการขายทั่วไป (general sales tax) ซึ่งมีลักษณะการจัดเก็บแบบภาษีหลายขั้น (multiple stage) กล่าวคือ จะจัดเก็บจากมูลค่าสินค้าและบริการส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนการผลิต และการจำหน่ายสินค้าโดยทั่วไปแล้ว ภาษีมูลค่าเพิ่มถือได้ว่าเป็นภาษีที่สร้างรายได้หลักให้กับทั้งรัฐบาล และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เป็นเพราะภาษีชนิดนี้เป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภค (consumption) กล่าวคือ ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็คือ มูลค่าของการบริโภคนั่นเอง ดังนั้นรัฐบาลทั้งส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็สมควรที่จะได้รับรายได้จากภาษีประเภทนี้เพื่อนำไปใช้จ่ายในภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอันเกิดจากผลของการบริโภค เช่น หน้าที่รักษาความสะอาด กำจัดมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล และนำไปใช้จ่ายในสินค้าและบริการสาธารณะที่ก่อให้เกิด generalized benefits
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การบริหารจัดเก็บภาษีประเภทนี้ ในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ควรที่จะแยกจัดเก็บเอง หรือบริหารร่วมกับรัฐบาล โดยมีการใช้ข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกันดีซึ่งการใช้ระบบการจัดเก็บแบบใดนั้น สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงก็คือ การประหยัดต้นทุนในการจัดเก็บ ดังนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่เหมาะที่จะนำมาให้ส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง แต่ควรจะให้รัฐบาลจัดเก็บให้ส่วนท้องถิ่นในรูปของการจัดเก็บเสริมให้ (Surcharge) เพื่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บ นอกจากนี้ในเรื่องของการกำหนดอัตราภาษีเสริม (surcharge tax) นั้น ก็ไม่ควรที่จะให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งเป็นผู้กำหนดเอง เพราะความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างส่วนท้องถิ่นจะก่อให้เกิดการบิดเบือนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นโดยสรุปแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะมีรายได้จากการจัดเก็บเสริมบนภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐบาลได้ แต่ทั้งนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ควรมีอำนาจในการปรับอัตราภาษีเสริมดังกล่าว
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการจัดเก็บภาษีเสริม (surcharge) แล้ว การที่รัฐบาลจะจัดสรรรายได้จากภาษีไปสู่แต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ก็สมควรที่จะจัดสรรให้สอดคล้องกับฐานภาษี ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ปริมาณการบริโภคในแต่ละท้องถิ่น แต่ในด้านของข้อมูลนั้น ระดับการบริโภค หรือการซื้อขายสินค้าและบริการในแต่ละท้องถิ่นยากที่จะจัดเก็บได้ ดังนั้นจึงต้องมีการใช้ข้อมูลตัวอื่นเพื่อที่จะเป็นตัวแทนของระดับการบริโภค ซึ่งในการประเมินนั้น แต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นก็ควรที่จะมีฐานภาษีที่แตกต่างกันไป โดยจากข้อเสนอของ Hall and Smith (1995) ได้เสนอให้ใช้ จำนวนประชากร และพื้นที่ของร้านค้าปลีกเป็นตัวแทนในการคำนวณฐานภาษี โดยทั้งสองข้อมูลจะเป็นตัวแทนของผู้บริโภคและผู้ขายตามลำดับ ซึ่งแนวคิดข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มสู่แต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ควรที่จะพิจารณาจากทั้งทางด้านของผู้บริโภคและผู้ผลิตด้วยพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมสอดคล้องกับขั้นตอนในการจัดเก็บภาษี ซึ่งจะจัดเก็บตามมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนการผลิตมิใช่ที่การบริโภคขั้นสุดท้ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
7.2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีธุรกิจเฉพาะ คือภาษีที่เรียกเก็บจากกิจการบางประเภท ซึ่งไม่อาจจัดเก็บในลักษณะภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะคิดคำนวณจากฐานรายรับเฉพาะที่เกิดจากการประกอบกิจการในราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายตามอัตราภาษีที่กำหนด ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการจัดเก็บภาษีการค้าที่มีการยกเลิกไป แต่มิใช่ว่ารายรับทุกประเภทจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ
สำหรับประเด็นปัญหาและแนวทางในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น มีความคล้ายคลึงกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ รัฐบาลควรจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีตามอัตราภาษีที่กำหนด และทำการจัดเก็บเพิ่มในส่วนที่เป็นรายได้ให้แก่ส่วนท้องถิ่นในลักษณะของอัตราภาษีเสริม (Surcharge) ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมและเป็นการประหยัดต้นทุนในการจัดเก็บให้แก่ส่วนท้องถิ่น และเนื่องจากภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีทางการค้าที่เกิดจากการให้บริการ ดังนั้นการจัดสรรภาษีดังกล่าวกลับคืนสู่ท้องถิ่น รัฐบาลก็ควรที่จะดำเนินการจัดสรรให้สอดคล้องกับแหล่งกำเนิดของภาษี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บและการจัดสรรภาษี
7.3 ภาษีสรรพสามิต
ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีการขายเฉพาะ (selective sales taxes) ที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีลักษณะของสินค้าฟุ่มเฟือย สำหรับกรณีของประเทศไทยมีการเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้า 11 ชนิด แต่มีเพียง 3 ชนิดที่มีการจัดสรรรายได้ให้แก่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปภาษีเสริม (surcharge) ซึ่งได้แก่ ภาษีสุรา ภาษีน้ำมัน และภาษีบุหรี่และยาสูบ ทั้งนี้ภาษี ทั้ง 3 ชนิดนี้ก็ถือได้ว่าเป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภค (consumption) เช่นเดียวกับกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ ฐานภาษีก็คือปริมาณการบริโภคสินค้าทั้งสามชนิดนั่นเอง โดยเหตุผลที่เสียภาษีทั้งสามชนิดสมควรที่จะเป็นรายได้ให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เพราะการบริโภคสินค้าทั้งสามประเภทก่อให้เกิดภาระหน้าที่ต่าง ๆ แก่ส่วนท้องถิ่น เช่น หากคนในท้องถิ่นมีการบริโภคสุรา หรือบุหรี่มาก ค่าใช้จ่ายทางด้าน สาธารณสุขและการดูแลสุขภาพของประชาชนก็ย่อมมีมากขึ้นตามลำดับด้วย ดังนั้นการจัดสรรรายได้จากภาษีเหล่านี้ให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นก็ถือเป็นการสมควร
สำหรับเรื่องการบริหารจัดเก็บ และการกำหนดอัตราภาษีเสริมนั้น มีเหตุผลเช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยสมควรให้รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บและกำหนดอัตราภาษีในอัตราเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาความด้อยประสิทธิภาพในการจัดเก็บและความบิดเบือนทางเศรษฐกิจนั่นเอง อย่างไรก็ดีจากการศึกษากรณีของต่างประเทศ ก็ยังมิได้ระบุชี้ชัดถึงวิธีการจัดสรรภาษีประเภทนี้สู่ระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นว่าควรจะมีเกณฑ์อะไรเป็นตัวจัดสรร หากแต่ว่าเกณฑ์ในการจัดสรรที่ดีก็ยังคงต้องอยู่บนพื้นฐานการจัดสรรที่อิงกับฐานภาษีที่เป็นแหล่งกำเนิดของรายได้ชนิดนั้น ๆ ทั้งนี้ เป็นการพิจารณาจากความสามารถในการบริโภคของประชาชนในแต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และจำนวนประชากรเป็นเกณฑ์เบื้องต้น
7.4 ภาษีรถยนต์และล้อเลื่อน
ภาษีรถยนต์และล้อเลื่อนถือได้ว่าเป็นแหล่งรายได้ของรัฐบาลที่เรียกเก็บจากผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมการใช้ถนน (User Fee for Road Use) โดยในกรณีของประเทศไทยนั้นผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บ คือ กรมการขนส่งทางบก และมีการจัดสรรรายได้จากภาษีประเภทนี้สู่ระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในภายหลัง โดยหลักเหตุผลแล้วภาษีประเภทนี้มีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งรายได้ของ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะว่าภาษีประเภทนี้เป็นภาษีที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของท้องถิ่น หากท้องถิ่นใดมีปริมาณการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นมากก็ย่อมจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงมากขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น หากท้องถิ่น ก. มีปริมาณรถยนต์ในท้องถิ่นมาก ค่าใช้จ่ายในการสร้างและซ่อมแซมถนนหนทางก็จะมีสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี Bird (1999) ได้เสนอแนะว่าภาษีประเภทนี้ไม่จำเป็นที่จะเป็นแหล่งรายได้ของรัฐบาลและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (ไม่จำเป็นว่ารัฐบาลหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้จัดเก็บแต่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) เพราะภาระค่าใช้จ่ายย่อมเกิดขึ้นกับรัฐบาลและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในระดับรัฐบาลก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งรายได้เพื่อนำมาใช้จ่ายสร้างและซ่อมแซมถนนเครือข่ายระหว่างท้องถิ่น ส่วนในระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งรายได้เพื่อนำมาใช้จ่ายในถนนภายในท้องถิ่นตนเอง
สำหรับเกณฑ์การจัดสรรรายได้ของภาษีประเภทนี้สู่แต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ควรที่จะอยู่บนพื้นฐานที่อิงกับฐานภาษีที่เป็นแหล่งกำเนิดของรายได้ โดยตัวแปรที่จะเข้ามาใช้เป็นเกณฑ์ที่สำคัญ ก็คือ จำนวนของรถยนต์ในแต่ละท้องถิ่นนั้น นอกเหนือจากจำนวนรถยนต์แล้ว ฐานภาษีที่นำมาใช้ในการคำนวณยังสามารถพิจารณาจากรายละเอียดลงไปถึงชนิดของเครื่องยนต์ ขนาดลูกสูบ จำนวนล้อ และความสามารถในการบรรทุกได้อีกด้วย (เพราะในแต่ละประเภทรถยนต์ก็ควรจะมีน้ำหนักในการจัดสรรที่ต่างกันไปตามอัตราภาษีที่แตกต่างกัน)

8. กรณีศึกษาเกณฑ์การจัดสรรภาษีให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างประเทศ
ในปัจจุบันนั้นการจัดสรรรายได้จากรัฐบาลให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยส่วนใหญ่การจัดสรรจะอยู่ในรูปของเงินอุดหนุน (grants) เพื่อให้ส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย แต่เกณฑ์ในการจัดสรรภาษีนั้นหลักการยังไม่ชัดเจน และไม่สอดคล้องกับเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ในแง่ที่ว่ารายรับควรสอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละส่วน แต่ก็มีบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีความพยายามที่จะจัดสรรภาษีแต่ละประเภทสู่ระดับ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น จึงขอสรุปกรณีศึกษาของต่างประเทศในการจัดสรรภาษีสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเฉพาะบางประเภท อันได้แก่
8.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
สำหรับประเทศญี่ปุ่น การจัดสรรภาษีการบริโภค (consumption tax) สู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งเป็น Local Allocation Tax (LAT) ที่จัดสรรให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะ tax-sharing grant กล่าวคือ จัดสรรตามหลักความเท่าเทียมกัน (ความต้องการพื้นฐานความสามารถในการจัดเก็บพื้นฐาน) โดยจุดประสงค์หลักของการจัดสรรภาษีประเภทนี้ก็เพื่อให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ในด้านบริการสาธารณะ โดยแบ่งร้อยละ 24 ของภาษีทั้งหมดมาใช้ในการจัดสรร ส่วนที่สอง เป็น Local Transfer Tax : LTT (หมายถึง ภาษีท้องถิ่นที่รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บให้ทั้งนี้เพื่อความประหยัด และประสิทธิภาพในการจัดเก็บ) โดย consumption transfer tax นี้ ถือได้ว่าเป็นภาษีที่มีสัดส่วนมากที่สุดในกลุ่มนี้ ซึ่งการจัดสรรนั้นมีการจัดสรรให้ทั้งในระดับจังหวัด (prefectures) และระดับเทศบาล (municipalities)
เกณฑ์การจัดสรรของภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศญี่ปุ่น จัดสรรโดยแบ่งรายได้จากภาษีออกเป็น 11 ส่วน โดย 6 ใน 11 จัดสรรให้ระดับจังหวัด และ 5 ใน 11 จัดสรรให้ระดับเทศบาลและในแต่ละระดับท้องถิ่น จะใช้เกณฑ์ 2 ตัวในการจัดสรร นั่นก็คือ จำนวนประชากร และจำนวนคนงาน (number of workers employed) ในแต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ
8.2 ภาษีบุหรี่ และยาสูบ (Tobacco tax)
สำหรับประเทศญี่ปุ่น ภาษีประเภทนี้จัดเป็นส่วนหนึ่งของ Local Allocation Tax (เป็นลักษณะหนึ่งของเงินอุดหนุน) โดยแบ่งร้อยละ 25 ของภาษีทั้งหมดมาใช้ในการจัดสรรตามหลักความเท่าเทียมกันดังกล่าวข้างต้น
สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ภาษีประเภทนี้เป็นลักษณะของภาษีเสริมประเภทหนึ่ง แต่การจัดสรรรายได้ของภาษีประเภทนี้ในฟิลิปปินส์ มิได้จัดสรรให้ทุกท้องถิ่น หากแต่ได้รับเป็นบางท้องถิ่นเท่านั้น โดยมีเพียง 4 จังหวัด (จาก 78 จังหวัด) ที่มีการผลิตยาสูบในพื้นที่เท่านั้นที่มีส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งการจัดสรรลักษณะนี้เป็นการจัดสรรตามแหล่งการผลิต แต่ในความเป็นจริงแล้วควรจะจัดสรรตามแหล่งการบริโภค เพราะภาษีประเภทนี้ภาระค่าใช้จ่ายมักเกิดจากผลของการบริโภค

8.3 ภาษียานยนต์และล้อเลื่อน (Motor vehicle tax)
สำหรับประเทศญี่ปุ่น ภาษีประเภทนี้ถือว่าเป็น Local transfer tax ซึ่งเป็นภาษีท้องถิ่นที่ รัฐบาลจัดให้และมีการจัดสรรให้ด้วยวัตถุประสงค์ในการสร้างและซ่อมแซมถนนหนทาง ซึ่งนอกเหนือจาก motor vehicle tax แล้วยังรวม local road tax, petroleum gas transfer tax ในกลุ่มของ local transfer tax ที่มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันด้วย
สำหรับประเทศเกาหลีใต้ ภาษีประเภทนี้ได้กลายเป็นภาษีท้องถิ่น (Local tax) ซึ่งปัจจุบัน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับเมือง และเทศบาลเป็นผู้จัดเก็บ ถึงแม้ว่าภาษีประเภทนี้ในเกาหลีใต้จะมิใช่ภาษีเสริมที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณรายได้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจในการพิจารณา โดยฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะจัดเก็บภาษีกับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยานติดเครื่องยนต์ โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันไปตามชนิดของเครื่องยนต์ ขนาดลูกสูบ จำนวนล้อ และความสามารถในการบรรทุก
9. ข้อพิจารณารายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย
ส่วนนี้จะเป็นการนำเสนอข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการประมาณค่าสมการถดถอยในแบบจำลอง VAR โดยข้อมูลรายได้ในการศึกษานี้ มาจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยข้อมูลเริ่มต้นเป็นข้อมูลของปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มมีโครงสร้างรายได้ใกล้เคียงกับในช่วงปัจจุบัน

ในพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งก็คือรายได้ 7 ประเภทที่ได้ถูกพูดถึงไว้ตั้งแต่ต้น
จากแผนภาพจะสังเกตเห็นได้ว่ารายได้จัดเก็บเองของกรุงเทพมหานคร มีจำนวนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเมืองพัทยา ตามลำดับ นอกจากนั้นรายได้ของกรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลาที่นำมาแสดงนี้ยังมีความผันผวนที่สุดอีกด้วย อย่างไรก็ตามนอกจากรายได้จัดเก็บของเทศบาลแล้ว รายได้จัดเก็บของท้องถิ่นอื่น ๆ ก็ไม่ได้แสดงแนวโน้มในการปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งในทางหนึ่งก็แสดงเป็นนัยว่าความสามารถในการจัดเก็บรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นยังไม่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
สำหรับในกรณีรายได้จัดเก็บเองขององค์การบริหารส่วนจังหวัด นั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเพิ่มขึ้นมาอย่างมากตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากการที่พระราชบัญญัติกำหนดแผนฯ ได้ให้อำนาจแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องถิ่น (น้ำมัน ยาสูบ โรงแรม) เพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งนี่ก็เป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นได้ว่าถ้าหากรัฐบาลต้องการเพิ่มเติมศักยภาพในหารายได้ของตนเองได้แก่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น การให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

หากแยกพิจารณารายได้จัดเก็บเองขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละชนิดแล้วแผนภาพ 8.2 ถึงแผนภาพ 8.6 แสดงให้เห็นว่า องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงปี พ.ศ. 2540-2545 นั้นจะมีรายได้หลักอยู่ที่ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และรายได้อื่น ๆ ที่มิใช่ภาษี สำหรับเมืองพัทยาและ กรุงเทพมหานคร จะพบว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินถือเป็นรายได้จัดเก็บเองที่สำคัญที่สุด โดยในช่วงปีหลัง ๆ มีมูลค่าสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่จัดเก็บเองทั้งหมด
สำหรับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น มีโครงสร้างรายได้จัดเก็บเองที่แตกต่างออกไปจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นชนิดอื่น ๆ มากที่สุด เนื่องจากมีรายได้จัดเก็บเองอยู่เพียง 3 ประเภท นั่นคือ อากรรังนกอีแอ่น ภาษีบำรุงท้องถิ่น (จาก ยาสูบ น้ำมัน และโรงแรม) และรายได้อื่น ๆ ที่มิใช่ภาษีอากรเท่านั้น โดยภาษีบำรุงท้องถิ่นตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บในปี พ.ศ. 2543 ก็ได้กลายเป็นรายได้สำคัญสำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เช่นเดียวกัน
นอกจากข้อสังเกตข้างต้นแล้ว แผนภาพ 8.2 ถึง 8.6 ยังได้แสดงให้เห็นว่ารูปแบบรายได้จัดเก็บเองขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนั้นการแยกพิจารณารายได้จัดเก็บเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละชนิดยังยืนยันส่วนของการวิเคราะห์ตัวเลขรวมได้เช่นเดิมว่าในช่วงเวลาดังกล่าว พัฒนาการในการจัดเก็บรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเองในภาษีเกือบทุกประเภทยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
10. ข้อพิจารณารายจ่ายขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย
10.1 การกำหนดนโยบายว่าด้วยการจัดบริการสาธารณะของส่วนท้องถิ่น
องค์การปกครองท้องถิ่นมีหน้าที่จัดบริการสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจมีหน้าที่ที่ต้องทำ และหน้าที่ที่ท้องถิ่นอาจเลือกทำตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล และ เทศบาล มีหน้าที่จัดให้มีถนน ทางเดิน ทางระบายน้ำในชุมชน องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีหน้าที่จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม ระบบกำจัดขยะรวม ฯลฯ เป็นต้น
ในการจัดบริการฯ ประเภทต่าง ๆ นี้ส่วนท้องถิ่นต้องคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ อย่างน้อย 2 ประการคือ 1) ความต้องการของประชาชนพลเมือง และ 2) ต้นทุนการจัดบริการ ดังนี้
1) ความต้องการของประชาชนพลเมืองในท้องถิ่น
องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องจัดบริการทุกประเภท แต่ควรเลือกจัดบริการเพียงบางประเภทที่ตรงกับความต้องการของประชาชน หรือเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับชุมชนของตนเอง ภายใต้ข้อจำกัดของรายได้ (ความสามารถทางการคลัง) ของท้องถิ่นนั้น ๆ
การผลิตและให้บริการสาธารณะที่ดีนั้นจะต้องมี “การตลาด” ที่ดี “การตลาด” ในที่นี้ หมายถึงว่าประชาชนพลเมืองในท้องถิ่นต้องการบริการอะไรบ้าง ที่คิดว่า “คุ้มค่า” กับเงินภาษีที่เขาช่วยกันจ่ายให้แก่ส่วนท้องถิ่นในแต่ละปี หรือมีบริการอะไรบ้างที่ประชาชนพลเมืองคิดว่าไม่คุ้มค่าควรเลิกทำ หรือลดจำนวนลงไป เป็นต้น
วิธีการศึกษาความต้องการของประชาชนนี้ อาจทำได้หลายวิธี เช่น การประชุมปรึกษาหารือกับประชาชนพลเมืองเป็นกลุ่มย่อย ๆ จนทั่วถึงทุกชุมชนย่อย แล้วหาข้อสรุป หรืออาจใช้วิธีออกแบบสำรวจความพึงพอใจและความต้องการของประชาชนปีละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย ดังนี้เป็นต้น

2) ต้นทุนการจัดบริการ
ส่วนท้องถิ่นสามารถเลือกใช้วิธีการจัดบริการที่ประหยัดและได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด โดยอาจเลือกใช้วิธีการให้งานภายใต้สังกัดของตนเองผลิตบริการแบบ “ครบวงจร” หรืออาจเลือกใช้วิธีการว่าจ้างหรือซื้อบริการจากหน่วยงานอื่น ๆ ในบางขั้นตอน หรือทั้งระบบ หรืออาจจัดบริการร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น หรือกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานภาคเอกชนก็ได้
การจัดบริการสาธารณะต้องคำนึงถึง “ขนาดการจัดบริการที่ช่วยให้สามารถประหยัดรายจ่ายได้มากที่สุด” (Economies-of-scale) ด้วย บริการฯ บางประเภทจะมีต้นทุนการผลิตต่ำเมื่อส่วนท้องถิ่นจัดบริการในชุมชนขนาดเล็ก (ประชากรไม่เกิน 5,000 คน) เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การศึกษาก่อนวัยเรียน ประปาชุมชน ฯลฯ เป็นต้น ในขณะที่บริการฯ บางประเภทจะมีต้นทุนต่ำและคุ้มค่าเมื่อจัดบริการให้กับประชากรจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป เช่น การพลังงาน การกำจัดขยะรวมด้วยระบบเตาเผาขยะ ระบบบำบัดน้ำเสียรวม และการศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นต้น
10.2 การวางแผนทางการคลังของส่วนท้องถิ่น
การวางแผนทางการคลังของส่วนท้องถิ่น มี 2 ลักษณะที่มีความเชื่อมโยงกันคือ (1) การวางแผนการเงินระยะปานกลาง 3-5 ปี และ (2) การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี การวางแผนระยะปานกลางนั้น เป็นการจัดทำตัวเลขประมาณรายได้ รายจ่าย ภาระผูกพันทางการคลังในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อใช้เป็นกรอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นกลไกการรักษาวินัยทางการคลังของส่วนท้องถิ่น ช่วยให้ผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่น และประชาชนพลเมืองในท้องถิ่นสามารถมองเห็น “ภาพการคลังของส่วนท้องถิ่นในอนาคต” ได้ในปัจจุบัน เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องทางการคลังของส่วนท้องถิ่น ในขณะที่ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวาระทางการเมือง
สำหรับ “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” ของส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นแผนปฏิบัติการทางการคลังประจำปีขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจัดทำขึ้นในรูปของข้อบัญญัติท้องถิ่น ต้องผ่านการเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ก่อนที่จะนำไปใช้ปฏิบัติ
งบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนท้องถิ่นที่ดีควรมีคุณสมบัติ 3 ประการคือ (1) เป็นเครื่องมือในการรักษาวินัยทางการคลังของส่วนท้องถิ่นในระยะยาว แสดงให้ประชาชนพลเมืองในส่วนท้องถิ่นเห็นถึง “ผลสำเร็จ” หรือสิ่งที่ประชาชนพลเมืองในท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการดำเนินกิจกรรมของส่วนท้องถิ่นในปีที่จะมาถึงและปีต่อ ๆ ไปได้อย่างชัดเจน และ (2) เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ประเมิน “ความคุ้มค่า” ในการใช้จ่ายเงินของส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ และ (3) เป็นเครื่องมือสำหรับให้ผู้บริหาร และสภาท้องถิ่นใช้ในการควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายในการจัดบริการของส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส และเปิดเผยให้ประชาชนพลเมืองทราบ และให้ความไว้วางใจองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
ระบบงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จ (Result-Based Budgeting) เป็นระบบงบประมาณที่มีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทั้ง 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนั้น ระบบงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จยังมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์การปกครองท้องถิ่นเป็นองค์การปกครองตนเองของชุมชน มีหน้าที่ทั้งในด้านการกำหนดนโยบาย เก็บภาษี และจัดบริการให้แก่ประชาชนพลเมืองในท้องถิ่นอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีลักษณะการดำเนินงานที่มุ่งผลสำเร็จ ซึ่งก็คือ ผลประโยชน์ของประชาชนพลเมืองในชุมชน ผลสำเร็จขององค์การปกครองท้องถิ่นมีลักษณะชัดเจนเป็นรูปธรรม และสามารถทำให้ประชาชนพลเมืองรับรู้ รับทราบ และประเมินได้โดยไม่ยาก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการนำระบบงบประมาณแบบนี้ไปประยุกต์ใช้
สรุปงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จแสดงประมาณการรายได้ ประมาณการรายจ่าย ภาระผูกพันธ์ทางการคลังและสถานะการคลังของส่วนท้องถิ่นในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้าไว้ เพื่อให้ผู้บริหาร สภาท้องถิ่น และประชาชนพลเมืองในท้องถิ่นได้ทราบทั่วกัน พร้อมทั้งแสดงผลสำเร็จ ผลลัพธ์ และค่าใช้จ่าย (ต้นทุน) ในการดำเนินกิจกรรมด้านต่าง ๆ ไว้ในเอกสารงบประมาณประจำปีอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริหาร สภาท้องถิ่น และประชาชนได้ประเมิน ควบคุม และตรวจสอบผลสำเร็จและประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ด้วย
ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลสำเร็จนั้น คณะผู้บริหารท้องถิ่นมีหน้าที่จัดทำร่างข้อบัญญัติว่าด้วยแผนการจัดผลิตบริการ การจัดหารายได้ ผลสำเร็จ บริการ-ผลผลิต และประมาณการต้นทุนการผลิตบริการ เพื่อเสนอต่อสภาท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน สมาชิกสภาท้องถิ่นก็มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบแผนงบประมาณของผู้บริหารฯ การให้ความเห็นชอบแผนงบประมาณที่ว่านี้เป็นกระบวนการ “เลือกซื้อ” บริการสาธารณะจากแผนฯ ที่ฝ่ายบริหารเสนอมา แทนประชาชนพลเมืองในท้องถิ่น
พนักงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น นับตั้งแต่ปลัดฯ หัวหน้าส่วนงาน และผู้ปฏิบัติงานระดับรองฯ ลงไปมีหน้าที่จัดการผลิตบริการ เพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ควบคุมต้นทุนการผลิตให้อยู่ในกรอบ วงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ
ในระบบงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จนั้น เน้นการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ ยึดหลักการจำแนก “ฝ่ายนโยบาย” (ฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่นและสภาท้องถิ่นซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง) กับฝ่ายปฏิบัติการ (หน่วยปฏิบัติการและพนักงานส่วนท้องถิ่น) ออกจากกัน และเชื่อมต่อกันโดยข้อตกลงว่าด้วยผลงาน-งบประมาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารงบประมาณ นอกจากนั้น ผู้บริหารท้องถิ่นอาจเลือกจัดทำข้อตกลงหรือสัญญาว่าจ้างหรือร่วมมือกับหน่วยปฏิบัติงานภายนอกให้ทำหน้าที่จัดทำหรือผลิตบริการแทนหรือร่วมกับหน่วยปฏิบัติงานภายในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ก็ได้ เพื่อการจัดทำบริการมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้

10.3 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
1) ระบบงบประมาณ
การจัดทำงบประมาณของส่วนท้องถิ่น ที่เป็นกรณีศึกษามีกระบวนการดำเนินงานแบบเดียวกัน ทั้งนี้ เนื่องจากส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจะต้องจัดทำและบริหารงบประมาณของส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายว่าด้วยการคลังและงบประมาณของส่วนท้องถิ่นที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยหลักการแล้วส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดทำงบประมาณแบบสมดุล (ประมาณการรายจ่ายจะต้องต่ำกว่าประมาณการรายรับไม่น้อยกว่าร้อยละ 2) ส่วนท้องถิ่นจะกู้เงินมาใช้จ่ายในงบประมาณมิได้ ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายนั้น
กระบวนการจัดทำงบประมาณจะเริ่มต้นด้วยการประมาณการรายได้จากแหล่งรายได้ต่าง ๆ โดยใช้ฐานรายได้ในปีที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์ สำหรับแหล่งรายได้ที่ยังไม่ทราบแน่นอนก็จะไม่ประมาณการ (เช่น เงินอุดหนุน ภาษีที่จัดเก็บโดยส่วนกลาง เป็นต้น) จนกว่าจะได้รับโอน/จัดสรรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในช่วงกลางปี
เมื่อได้ตัวเลขรายได้เบื้องต้นแล้วก็จะทำงบประมาณรายจ่ายโดยการพิจารณารายจ่ายประจำในหมวดต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์พื้นฐาน เช่น รายจ่ายงบกลาง หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทน ใช้สอย วัสดุ และค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น จากนั้นจึงพิจารณารายการใช้จ่ายประเภทลงทุน เช่น การจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน อุปกรณ์ เครื่องจักร ฯลฯ สำหรับให้บริการชุมชน และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ ยอดประมาณการรายจ่ายรวมจะต้องต่ำกว่าประมาณการรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2
ระบบการจัดทำงบประมาณของส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน ได้ทำให้ส่วนท้องถิ่นมีรายได้เหลือจ่ายสะสมในตอนปลายปีเป็นจำนวนมาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ส่วนท้องถิ่นไม่สามารถใช้จ่ายเงินให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดได้ นอกจากนั้น ระบบงบประมาณในปัจจุบันมีส่วนทำให้ส่วนท้องถิ่นต้องจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมในตอนกลางปีหลายครั้ง
สำหรับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของส่วนท้องถิ่นนั้น ระเบียบว่าด้วยการจัดทำงบประมาณของส่วนท้องถิ่น กำหนดให้ต้องจัดทำงบประมาณแยกต่างหาก กิจกรรมเชิงพาณิชย์ในที่นี้หมายถึงกิจกรรมที่มีรายได้จากการดำเนินงาน (ในรูปของค่าบริการ และค่าธรรมเนียม) เพียงพอที่จะใช้จ่ายในการมีรายได้จากการดำเนินงาน หรือมีศักยภาพในการพึ่งพาตัวเองทางการคลังนั่นเอง ส่วนท้องถิ่นอาจมีกิจกรรมเชิงพาณิชย์ได้หลายประเภท เช่น กิจการประปาชุมชน และกิจการตลาดสด เป็นต้น
อนึ่ง กระบวนการจัดทำงบประมาณและรูปแบบของเอกสารงบประมาณซึ่งกำหนดให้เป็นแบบแสดงรายการดังกล่าวนี้ไม่เกื้อกูล และไม่ส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการของส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด เนื่องจากระบบงบประมาณดังกล่าวไม่ช่วยให้ผู้บริหารท้องถิ่นตระหนักถึงภารกิจและแผนงานของส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถแสดงข้อมูลต้นทุนและค่าใช้จ่ายตามภารกิจหรือตามหน่วยงานดำเนินการ ไม่มีการจำแนกรายจ่ายดำเนินการและรายจ่ายลงทุนออกจากกัน และไม่ช่วยให้ผู้บริหารท้องถิ่นมองเห็นรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันเนื่องมาจากการตัดสินใจในอดีตและปัจจุบันแต่อย่างใด ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์งบประมาณในเชิงการวางแผนและการบริหารจัดการมากพอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น ระบบบัญชีและรายงาน-งบดุลการเงินของส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถแสดงผลการดำเนินงานและสถานะการเงินการคลังของท้องถิ่นได้มากนัก
2) ความสามารถในการประมาณการรายได้
ในปีงบประมาณ ที่ผ่านมา องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายมากกว่า 2 ครั้ง เนื่องจากไม่สามารถประมาณการรายได้ในปีงบประมาณได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ จึงต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายตามจำนวนเงินรายได้ที่รับจริงและรายได้ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนเท่านั้น
ตารางที่ 10.1 แสดงให้เห็นถึงลักษณะการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของส่วนท้องถิ่นที่เป็นกรณีศึกษา ในปีงบประมาณ 2540 ที่ผ่านมาขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจำแนกให้เห็นถึงที่มาของรายได้ที่นำมาใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมแต่ละครั้ง ซึ่งปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2540 ที่ผ่านมา ส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ มีการจัดทำงบประมาณเกิน 1 ครั้งทั้งสิ้น โดย องค์การบริหารส่วนตำบลเทพารักษ์ มีการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม 2 ครั้ง ส่วน องค์การบริหารส่วนตำบลธนูและท่าเยี่ยม มีการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมเพียง 1 ครั้ง โดยนำเงินอุดหนุนและเงินจ่ายขาดสะสมมาตั้งเป็นงบประมาณเพิ่มเติมกลางปี ในขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่นั้นมีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง เงินรายได้ที่นำมาตั้งงบประมาณเพิ่มเติมแต่ละครั้งก็แตกต่างกันออกไป เช่น จากเงินอุดหนุนทั่วไป เงินจ่ายขาดสะสม เงินอุดหนุนพิเศษตามข้อเสนอของผู้แทนราษฎร ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ภาษีป้าย ภาษีสรรพสามิต ค่าธรรมเนียมการเก็บขยะ ค่าธรรมเนียมการใช้เครื่องเสีย ค่าธรรมเนียมที่ดิน ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต/ใบต่ออนุญาตก่อสร้าง และค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลน ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เป็นต้น
สาเหตุหลักของการตั้งงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีนั้นมาจากการที่ส่วนท้องถิ่นไม่สามารถคาดการณ์แหล่งรายได้ในรอบปีได้อย่างถูกต้องแม่นยำได้ โดยหลักการจัดทำงบประมาณในปัจจุบัน ส่วนท้องถิ่นจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายได้ภายในวงเงินรายได้ที่คาดว่าจะได้รับอย่างแน่นอนเท่านั้น (ส่วนท้องถิ่นจะต้องมียอดประมาณการรายได้เหนือประมาณการรายจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 2) หากพิจารณาถึงแหล่งรายได้ของส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน ก็น่าจะกล่าวได้ว่ามีแหล่งรายได้ประเภทเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเท่านั้นที่ส่วนท้องถิ่นไม่สามารถคาดการณ์ได้ด้วยตนเอง และซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของส่วนท้องถิ่นด้วย เพราะจำนวนเงินอุดหนุนที่จัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลให้แก่ส่วนท้องถิ่นนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลและการเมืองระดับชาติโดยสิ้นเชิง การจัดทำงบประมาณกลางปีเพื่อใช้จ่ายเงินอุดหนุนจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เว้นแต่รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงระบบเงินอุดหนุนให้ส่วนท้องถิ่นสามารถ คาดการณ์จำนวนเงินอุดหนุนล่วงหน้าได้มากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพิจารณาแหล่งรายได้ที่ส่วนท้องถิ่นนำมาจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม ปรากฏว่ามีแหล่งรายได้ที่ส่วนท้องถิ่นควรจะสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ หรือมีตัวเลขรายได้เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา เช่น เงินสะสม ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง (ยกเว้นค่าธรรมเนียมที่ดินซึ่งคาดการณ์ได้ยาก) ภาษีโรงเรือนฯ ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย และดอกเบี้ย เป็นต้น การจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมโดยใช้เงินจากแหล่งเหล่านี้จึงแสดงให้เห็นว่าส่วนท้องถิ่นยังขาดความรู้ความชำนาญในการจัดทำงบประมาณ และขาดทักษะในการประมาณรายได้ที่ถูกต้องอย่างมาก

10.4 โครงสร้างรายจ่าย และความสามารถในการ “บริหาร” รายจ่ายของส่วนท้องถิ่น
“รายจ่ายที่ส่วนท้องถิ่น สามารถควบคุมหรือบริหารจัดการได้” ในที่นี้หมายถึงรายจ่ายที่ส่วนท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดหรือตัดสินใจเองอย่างสมบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การเกิดขึ้นของรายจ่ายที่ส่วนท้องถิ่นควบคุมได้นั้น จะมาจากการตัดสินใจของส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นสำคัญ มิได้เกิดจากระเบียบ กฎเกณฑ์แต่อย่างใด ตัวอย่างของรายจ่ายที่ส่วนท้องถิ่นควบคุมหรือบริการได้คือ รายจ่ายกิจกรรมเชิงพัฒนา รายจ่ายประจำที่เป็นค่าจ้างลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว สำหรับ “รายจ่ายที่ท้องถิ่นควบคุมไม่ได้” ในที่นี้หมายถึงรายจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบกฎหมายให้ส่วนท้องถิ่นต้องใช้จ่าย ซึ่งส่วนท้องถิ่นจะต้องปฏิบัติตาม แม้ในบางกรณีท้องถิ่นมีทางเลือกที่จะชะลอการใช้จ่ายได้บ้าง แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่สามารถเลือกได้มากนัก รายจ่ายเหล่านี้ได้แก่รายจ่ายประเภทเงินเดือนพนักงาน และรายจ่ายในกิจกรรมที่ส่วนท้องถิ่นดำเนินการตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น
จากการศึกษาโครงสร้างรายจ่ายของส่วนท้องถิ่น ที่ใช้เป็นกรณีศึกษาทั้ง 4 แห่งพบว่า สัดส่วนของรายจ่ายที่ส่วนท้องถิ่นควบคุมได้นั้นมีความแตกต่างกันตั้งแต่ร้อยละ 79-95 ของรายจ่ายรวม โดยองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเยี่ยม มีสัดส่วนของรายจ่ายที่ควบคุมได้ต่ำที่สุด (ร้อยละ 79) และ องค์การบริหารส่วนตำบลเทพารักษ์ มีสัดส่วนรายจ่ายที่ควบคุมได้สูงที่สุด (ร้อยละ 95) สำหรับ องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ และธนู มีสัดส่วนของรายจ่ายที่ควบคุมได้ร้อยละ 87-90 (ตารางที่ 10.2)
ปัจจัยที่น่าจะเป็นตัวกำหนดสัดส่วนรายจ่ายที่องค์การบริหารส่วนตำบล ควบคุมได้และไม่ได้มีอะไรบ้าง จากการศึกษาข้อมูลในตารางที่ 10.2 พบว่าสัดส่วนของรายจ่ายที่องค์การบริหารส่วนตำบล ควบคุมได้และไม่ได้นั้น น่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
(1) ระดับรายได้ของ องค์การบริหารส่วนตำบล
(2) ระดับชั้นขององค์การบริหารส่วนตำบล
(3) การตัดสินใจขององค์การบริหารส่วนตำบล เกี่ยวกับการบรรจุพนักงาน และ
(4) จำนวนสมาชิกสภา
กล่าวคือ ในประการแรก องค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีรายได้สูง มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนรายจ่ายที่ควบคุมได้สูงกว่า องค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีรายได้ต่ำกว่า
ประการที่สอง องค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีระดับชั้นต่ำกว่ามีแนวโน้มที่จะมีรายจ่ายที่ควบคุมได้สูงกว่า
ประการที่สาม องค์การบริหารส่วนตำบล ที่เลือกทำการบรรจุพนักงาน เต็มอัตรากำลังที่กำหนดไว้ในโครงสร้าง และ
ประการสุดท้าย องค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีจำนวนสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนตำบล มากกว่า มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนของรายจ่ายที่ควบคุมไม่ได้สูงกว่า องค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีจำนวนสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนตำบล น้อยกว่า

10.4.1 รายจ่ายดำเนินการ และรายจ่ายลงทุน (Operating and capital expenditures)
1) รายจ่ายดำเนินการ (Operating expenditures) ในที่นี้ประกอบด้วยรายจ่ายดำเนินการในงานบริหารทั่วไปและงานให้บริการพื้นฐานแก่ประชาชน
รายจ่ายดำเนินการประเภทแรก (รายจ่ายงานบริหารทั่วไป) นั้น ประกอบด้วย
(1) รายจ่ายงบกลาง (รายจ่ายตามข้อผูกพัน และเงินสำรองจ่าย)
(2) เงินเดือนและค่าจ้างประจำของพนักงานและลูกจ้างในสำนักปลัดฯ และส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบล ค่าตอบแทน ประเภทค่าเบี้ยประชุมสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนตำบล และค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงาน (ผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบล)
(3) ค่าอาหารนอกเวลาทำการ
(4) ค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงานและคณะกรรมการและสมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบล (ค่าช่วยเหลือบุตร ค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตร ค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าบ้าน)
(5) ค่าใช้สอย ประเภทค่ารับหนังสือพิมพ์ ค่าถ่ายเอกสารงานบริหารทั่วไป
(6) ค่าซ่อมแซมอาคารและครุภัณฑ์สำนักงาน
(7) ค่าซ่อมบำรุงยานยนต์ (ไม่รวมค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักรกล รถขนขยะ)
(8) ค่าจ้างเหมาทำความสะอาดอาคารสำนักงาน
(9) ค่ารับรองและพิธีกร
(10) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของพนักงาน ลูกจ้าง และคณะกรรมการและสมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบล
(11) ค่าวัสดุสำนักงาน วัสดุไฟฟ้า และวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ในสำนักงาน
(12) ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และอะไหล่ยานพาหนะ (ยกเว้นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถแทรกเตอร์ รถบรรทุก รถขนขยะ)
(13) ค่าสาธารณูปโภค (น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์)
สำหรับรายจ่ายดำเนินการของงานให้บริการแก่ประชาชนนั้น ประกอบด้วย
(1) เงินเดือนและค่าจ้างประจำของพนักงานและลูกจ้างในส่วนโยธา และส่วนสาธารณสุข (ถ้ามี)
(2) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษาทรัพย์สิน อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดบริการพื้นฐานแก่ประชาชนโดยตรง เช่น เครื่องจักรกล รถบรรทุก รถขนขยะ ถนน สะพาน ทางเดินเท้า คูระบายน้ำ คลอง ระบบประปา เป็นต้น
(3) ค่าเช่าที่ทิ้งขยะ และค่าเช่าอุปกรณ์ เครื่องจักรกล และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ใช้ในการจัดบริการสาธารณะพื้นฐานโดยตรง
(4) ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น และอะไหล่รถแทรกเตอร์ รถบรรทุก รถขนขยะ
(5) ค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า) สำหรับงานประปา และบริการสาธารณะอื่น ๆ
(6) เงินอุดหนุนกิจการสาธารณะ (เช่นกิจกรรมส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น กลุ่มส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ )
2) รายจ่ายลงทุน (Capital expenditures) ในที่นี้หมายถึงรายจ่ายสำหรับการจัดซื้อ-จัดหาครุภัฑณ์ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ในการปฏิบัติงาน รวมทั้งรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง-ปรับปรุงทรัพย์สินประเภทถาวรวัตถุขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งจะจำแนกรายจ่ายลงทุนออกตามกลุ่มงาน 2 ประเภทเช่นเดียวกับรายจ่ายดำเนินการข้างต้น คือ (1) รายจ่ายลงทุนในงานบริหารทั่วไป และ (2) รายจ่ายลงทุนของงานให้บริการแก่ชุมชน
รายจ่ายลงทุนในงานบริหารทั่วไป ประกอบด้วย
(1) ค่าครุภัณฑ์สำนักงาน ครุภัณฑ์งานบ้าน
(2) ค่าครุภัณฑ์ยานพาหนะ
(3) ค่าครุภัณฑ์เครื่องเสีย และเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ
รายจ่ายลงทุนในงานจัดบริการพื้นฐาน ประกอบด้วย
1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ เครื่องจักรกล อุปกรณ์ รถขนขยะ รถดับเพลิง ถังขยะ อุปกรณ์ เครื่องมือทำความสะอาด ที่ทิ้งขยะ อุปกรณ์ระบบประปา อุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ดับเพลิง ชุดพนักงานเก็บขนขยะ/พนักงานดับเพลิง เป็นต้น
2. ค่าจ้างเหมาก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดบริการสาธารณะพื้นฐานแก่ชุมชน เช่น ถนน สะพาน ระบบประปา คู คลอง เป็นต้น
ตารางที่ 10.3 แสดงโครงสร้างรายจ่ายของ องค์การบริหารส่วนตำบล โดยจำแนกเป็นรายจ่ายดำเนินการด้านการบริการประชาชน รายจ่ายดำเนินการด้านการจัดบริการ รายจ่ายลงทุนด้านการบริหาร และรายจ่ายลงทุนด้านการจัดบริการประชาชน นอกจากนั้นในแต่ละกลุ่มรายจ่ายดังกล่าวข้างต้นนี้ยังมีการจำแนกเป็นเงินเดือนและค่าจ้างประจำ และแสดงสัดส่วนของรายจ่ายต่อหัวประชากรอีกด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล แต่ละแห่งมีโครงสร้างรายจ่ายแตกต่างกัน โดยสังเขปดังนี้
1) รายจ่ายดำเนินการ
องค์การบริหารส่วนตำบล ต่าง ๆ มีสัดส่วนรายจ่ายดำเนินการแตกต่างกัน โดย องค์การบริหารส่วนตำบล ท่าเยี่ยมมีสัดส่วนรายจ่ายดำเนินการต่อรายจ่ายรวมสูงที่สุด (821,916 บาท เท่ากับร้อยละ 34 ของรายจ่ายรวม) ประกอบด้วยรายจ่ายดำเนินการในงานบริการทั่วไปประมาณร้อยละ 84 และรายจ่ายดำเนินการในงานจัดบริการแก่ประชาชนประมาณร้อยละ 16 รายจ่ายดำเนินการที่เป็นเงินเดือนและค่าจ้างประจำที่จำนวนไม่สูงนัก (ร้อยละ 26 ของรายจ่ายดำเนินการทั้งหมด)
สำหรับ องค์การบริหารส่วนตำบล อื่น ๆ นอกจากท่าเยี่ยมแล้ว มีสัดส่วนรายดำเนินการที่ใกล้เคียงกัน คือ ประมาณร้อยละ 12-19 ของรายจ่ายรวม แต่ถ้าพิจารณาสัดส่วนของรายจ่ายประจำเฉลี่ยต่อหัวประชากรก็อาจมองเห็นความแตกต่างกันระหว่างส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ กล่าวคือ องค์การบริหารส่วน
ตำบลธนู มีรายจ่ายประจำเฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงถึง 961 บาท ในขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบล อันดับรองลงมา คือ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าเยี่ยมและบางพลีใหญ่ ซึ่งมีรายจ่ายประจำเฉลี่ยต่อหัวประชากร 293 และ 222 บาท สำหรับเทพารักษ์นั้นมีอัตราส่วนรายจ่ายประจำเฉลี่ยต่อหัวเพียง 87 บาทเท่านั้นนับว่าต่ำกว่าที่อื่น ๆ มาก
2) รายจ่ายลงทุน
สัดส่วนของรายจ่ายลงทุนต่อรายจ่ายรวมขององค์การบริหารส่วนตำบลที่ทำการศึกษา ทั้ง 4 แห่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน คือ ประมาณร้อยละ 80-90 ของรายจ่ายรวม ยกเว้นกรณีขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าเยี่ยมเท่านั้น ที่มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุนเพียงร้อยละ 66 ของรายจ่ายรวม รายจ่ายลงทุนเกือบทั้งหมดขององค์การบริหารส่วนตำบล ทั้ง 4 แห่ง เป็นรายจ่ายลงทุนเพื่อการจัดบริการประชาชนและชุมชนโดยตรง มีรายจ่ายลงทุนด้านการบริหารทั่วไป (เช่นจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน ก่อสร้างอาคารสำนักงาน เป็นต้น) เพียงไม่เกินร้อยละ 5 ของรายจ่ายรวม
เมื่อพิจารณารายจ่ายลงทุนเฉลี่ยต่อประชากร พบว่ามีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก กล่าวคือ องค์การบริหารส่วนตำบลธนู มีรายจ่ายลงทุนต่อหัวประชากรสูงที่สุดถึง 4,483 บาท ในขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบล อื่น ๆ อีก 3 แห่ง มีรายจ่ายลงทุนเฉลี่ยต่อหัวประชากรอยู่ในระหว่าง 500-1,000 บาทเท่านั้น
ข้อมูลส่วนท้ายของตารางที่ 10.3 ได้แสดงสัดส่วนของรายจ่ายด้านการบริหารและรายจ่ายด้านการจัดบริการประชาชนต่อรายจ่ายรวม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า องค์การบริหารส่วนตำบลธนู นั้นมีสัดส่วนรายจ่ายทุกประเภทเฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงที่สุดในบรรดา องค์การบริหารส่วนตำบล ที่เป็นกรณีศึกษา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ องค์การบริหารส่วนตำบล ธนูมีรายได้ค่อนข้างสูงในขณะที่มีจำนวนประชากรน้อย (4,506 คน)
รายได้ของส่วนท้องถิ่นเป็นตัวเร่งให้เกิดรายจ่าย (โดยไม่จำเป็น) หรือไม่? ด้วยระบบการบริหารจัดการในปัจจุบันมีส่วนทำให้รายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล เป็นตัวเร่งให้เกิดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นขึ้นได้โดยอัตโนมัติ กล่าวคือ ในประการแรก เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบล มีรายได้สูงขึ้น (ในขณะที่ประชากรเท่าเดิม พื้นที่เท่าเดิม และบริการก็อาจไม่แตกต่างจากเดิม) กรมการปกครองก็จะปรับระดับชั้นของ องค์การบริหารส่วนตำบล ให้สูงขึ้น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล ชั้น 5 ก็จะ “เลื่อน” ระดับมาเป็นชั้น 4 หรือ 3 2 และ 1 ตามลำดับ การเลื่อนระดับชั้นดังกล่าวนี้มีนัยว่า องค์การบริหารส่วนตำบล “ควรจะ” หรือ “จะต้อง” ขยายโครงสร้างองค์กร และอัตรากำลัง (เพิ่มจำนวนพนักงาน) ตามชั้นที่สูงขึ้นไปด้วย ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบล จึงมักจะมีรายจ่ายด้านการบริหารสูงตามระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เว้นแต่รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงวิธีการกำกับดูแลส่วนท้องถิ่นโดยวิธีอื่นแทนการควบคุมด้านการบริการจัดการอย่างเช่นในปัจจุบัน

11. บทสรุปท้าย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ถือได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดมิติใหม่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น กล่าวคือ ได้กำหนดหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมย์ของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง อาทิเช่น การกำกับดูแลองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายกำหนด และต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน หรือประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม และจะกระทบถือสาระสำคัญแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นนอกเหนือที่กฎหมายกำหนดมิได้ กำหนดให้คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นอาจมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ประชาชนในท้องถิ่นอาจถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สมควรดำรงตำแหน่งให้พ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่สำคัญของการบริหารหรือการจัดทำบริการสาธารณะของส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้ตามมาตรา 284 ได้กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และให้คำนึงถึงการกระจายอำนาจที่เพิ่มขึ้นให้แก่ส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ เกี่ยวกับการกำหนดอำนาจและหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้คำนึงถึงภาระและหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งให้มีการพิจารณาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ หรือวันที่มีการจัดสรรภาษีและอากร อนึ่ง ในกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดสัดส่วนรายได้ของรัฐกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำหนดให้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 รายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีรายได้อย่างน้อยร้อยละ 20 ของรายได้ของรัฐบาล และภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อยร้อยละ 35 ของรายได้ของรัฐบาล ตลอดจนกำหนดค่าใช้จ่ายด้านบริหารบุคคลของส่วนท้องถิ่นไม่เกินร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของแต่ละท้องถิ่นด้วย
11.1 ด้านรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น นับตั้งแต่แผนกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจมีผลทางปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ในปี พ.ศ. 2544 รายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยภาพรวมมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.31 เป็นร้อยละ 20.92 ของรายได้รัฐบาล ซึ่งเป็นผลมาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จากการพิจารณาเปรียบเทียบรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2540-2543 กับ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2544-2547 ปรากฏว่าสัดส่วนรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดเก็บเองกลับมีสัดส่วนโดยเฉลี่ยต่ำลงจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 12 ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่เหมาะสมนัก เนื่องจากสัดส่วนในส่วนที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองน่าจะมีสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดเก็บ และสัดส่วนที่ต่ำลงนี้ก็เป็นไปตามการพิจารณาข้างต้น กล่าวคือ ประสิทธิภาพโดยรวมของการจัดเก็บรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ ตามตารางเปรียบเทียบรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2540-2543 กับ รายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2544-2547
หากพิจารณาถึงลักษณะของฐานรายได้โดยเฉพาะภาษีตามลักษณะและสถานะของภาษีแต่ละประเภทจากการศึกษาข้างต้นที่ผ่านมา ทั้งจากลักษณะและฐานะของภาษีแต่ละประเภทและการศึกษาในต่างประเทศจะเห็นได้ว่าในหลักการ หากภาษีที่สะท้อนเป็นภาพรวม เช่น การบริโภคหรือมิใช่เป็นฐานทรัพย์สินของท้องถิ่น เห็นควรให้รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บและหลักประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงหลักการที่สำคัญ หากภาษีนั้นสะท้อนถึงผลกระทบต่อท้องถิ่นและฐานจากทรัพย์สินของท้องถิ่น เห็นควรให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งทางการคลังของท้องถิ่น ในกรณีของประเทศไทยอาจจะต้องพิจารณาภาษีประเภทต่าง ๆ บางประเภท เห็นควรผลักภาระไปให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ เช่น ภาษีการพนัน และภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
11.2 ด้านรายได้กรณีเงินกู้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในกรณีของประเทศไทยยังมีแนวคิดในลักษณะการควบคุมอย่างเข้มงวด กล่าวคือ การให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องการเงินกู้จากแหล่งภายนอกจะต้องนำเสนอการขออนุมัติเงินกู้ต่อรัฐบาล (กระทรวงการคลัง) เป็นรายการ ๆ ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้ส่วนท้องถิ่นกู้เงินโดยรัฐบาลทั้งที่ค้ำประกันหรือไม่ค้ำประกันก็ได้ ซึ่งเป็นหลักการไม่ค่อยเหมาะสม เห็นควรใช้มาตรการการควบคุมกำกับการให้กู้ยืมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะการกำหนดเพดานเงินกู้และ/หรือภาระการใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้ในลักษณะในสัดส่วนที่ไม่เสี่ยงหรือไม่สูงเกินไปนัก เพื่อรักษาวินัยทางการคลังของท้องถิ่นเป็นสำคัญ
11.3 ด้านรายจ่ายขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในหลักการการกำหนดงบประมาณรายจ่ายต้องเป็นไปตามหลักการนโยบายสาธารณะทางการเมืองของท้องถิ่น กล่าวคือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีอิสระในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ซึ่งกฎหมายในการกำกับดูแลขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยค่อนข้างจะมีความเหมาะสม กล่าวคือ มีการควบคุมงบรายจ่ายการบริหารงานบุคคล ซึ่งที่ผ่านมามีสัดส่วนที่สูง ปัจจุบันได้ควบคุมไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และจากการศึกษากรณีศึกษาเกี่ยวกับรายจ่ายที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถควบคุมหรือบริหารจัดการได้กับรายจ่ายที่ส่วนท้องถิ่นควบคุมไม่ได้ ในกรณีงบรายจ่ายที่สามารถควบคุมหรือบริหารได้ยังมีสัดส่วนที่สูง ซึ่งได้ว่ามีความถูกต้องเป็นไปตามหลักการปกครองตนเอง และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน


บรรณานุกรม


ภาษาไทย
เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม. การคลังว่าด้วยการจัดสรรและการกระจาย. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์,2546.
จรัส สุวรรณมาลา. ปฏิรูประบบการคลังไทย กระจายอำนาจสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น. สำนักงานกองทุน
สนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2538.
นิพนธ์ ศักดิ์เสรีชัย. ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ประกันตนต่อบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาล.
วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, สาขาบริหารธุรกิจ, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
หอการค้าไทย, 2544.
ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข. เอกสารวิจัยส่วนบุคคล เรื่อง แนวทางการปฏิรูปการเมืองไทย โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
มาตรา 211, 2539.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. เอกสารการสอนชุดวิชา การคลังและงบประมาณ หน่วยที่ 9-15.
ฝ่ายการพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2528.
_________________________. เอกสารการสอนชุดวิชา การบริหารการปกครองท้องถิ่น หน่วยที่ 8-15.
ฝ่ายการพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2537.
_________________________. เอกสารการสอนชุดวิชา เศรษฐศาสตร์สาธารณะ หน่วยที่ 8-15.
ฝ่ายการพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2528.
สมคิด เลิศไพฑูรย์. คำอธิบายกฎหมายการคลัง. สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2541.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. รายงานฉบับสมบูรณ์ ระบบงบประมาณ
และระบบบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. บริษัท อักษรโสภณ จำกัด, 2544.
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี. รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาการประเมินผลการจัดสรรและ
การกำหนดประเภทภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546.
ภาษาอังกฤษ
Ahmad, E. and Krelove, R. Indonesia : Redesigning Intergovernmental Fiscal Relations. Fiscal Affairs
Department, 1999.
Balwantray Mehta.,(1959) Managing Local Government Expenditure and Fiscal Decentralization.
Toserve And Preserve: Improving Public Administration In Competitive World, 2002.
Bird, Richard M. Intergovernmental Fiscal Relations in Developing Countries. Washington, D.C. 1818
H St., N.W., Washington 20433: World Bank, 1978.
Bird, Richard M. Intergovernmental Transfers in Developing and Transtion Countries: Principles
and Practice. Urban and Local Government Background Series No.2, Washington, DC: World
Bank, 2000.
Bird, Richard M. “Rethinking Tax Assignment : The Need for Better Subnational Taxes”.
Bird, Richard M. and Chistine Wallich.,(1993) “Fiscal Decentralization and Intergovernmental Relations
in Transition Economics”, World Bank Working Paper WPS 1122, March.
Chang-Soo Moon. “Local Government in Korea”. Korea Local Authorities Foundation for International
Relations, 1999.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก
L.560
L.561
L.562
L.563
L.564
L.565
L.566
L.567
L.568
L.569
รายชื่อสมาชิก